Showing posts with label สมาร์ทเอสเอ็มอี. Show all posts
Showing posts with label สมาร์ทเอสเอ็มอี. Show all posts

Wednesday, June 13, 2018

ตำนานน้ำผลไม้ ดีโด้ 25ปี กับยอดขายหลักพันล้าน

ดีโด้ น้ำผลไม้ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันดีจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเห็นคุ้นตาจากขวดน้ำผลไม้รสส้มที่สร้างความสดชื่นให้ผู้ซื้อกลุ่มรายได้น้อยของไทยมายาวนานถึง 25 ปี ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่งของตลาดน้ำผลไม้ ที่บริหารจัดการภายใต้ บริษัท ฟู้ดสตาร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม  นำทัพโดยผู้บริหารหญิงคนเก่ง คุณ จันทรา พงศ์ศรี เป็นกรรมการผู้จัดการ

ปั้นแบรนด์ใหม่ เจาะตลาดภูธร

จันทราเป็นผู้นำที่รับมอบหมายภารกิจจากบิดา กิตติ พงศ์ศรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกิจการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ “ดีโด้” เมื่อปี 2536 เพราะมองเห็นโอกาสว่าธุรกิจน้ำผลไม้ยังมีผู้เล่นในตลาดเมืองไทยไม่มากนัก  ซึ่งในช่วงแรกที่เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ดีโด้ยังไม่เป็นที่รู้จัก

เพราะเน้นสร้างตลาดภูธรเป็นหลัก  แต่ด้วยความพยายามและพัฒนาสินค้ามาตลอดเมื่อเข้าปีที่ 4  เริ่มมีฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้นและทำตัวเลขรายได้เติบโตมาโดยตลอดที่เฉลี่ย 8-10% และสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดน้ำผลไม้สำหรับผู้บริโภคในระดับรากหญ้า (super economy fruit juice) ที่ 40% ครอบคลุมทั้งน้ำผลไม้พร้อมดื่ม น้ำผลไม้ผสมโยเกิร์ต น้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว น้ำผลไม้หวานเย็นวุ้นชนิดถ้วย น้ำดื่ม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ไม่สร้างแบรนด์ ตลาดไม่ยั่งยืน

โดยในปี 2560 ทำรายได้ถึง 3 พันล้านบาทและคาดว่าจะเป็น 4 พันล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 20% ในปีนี้ แต่การจะประสบความสำเร็จได้ในทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่า การทำการตลาดในยุคปัจจุบันมีความยากแตกต่างจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง  โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างแบรนด์ ดีโด้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์  โดยเริ่มมีภาพยนตร์โฆษณาออกออกมาสื่อสารกับผู้บริโภคในปี 2549 และเพิ่มสีสันให้แบรนด์ยิ่งขึ้นด้วยการใช้คนดังระดับพระเอกละครที่กำลังร้อนแรงในยุคนั้นอย่าง Stephan หรือ ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ มาเป็นตัวแทนนำเสนอสินค้าเมื่อปี 2551

และการทำการตลาดของแบรนด์ดีโด้ ไม่เคยหยุดนิ่ง ล่าสุดได้ทุ่มงบถึง 200 ล้านบาทจ้าง Mario Maurer (มาริโอ้ เมาเร่อ) เป็นพรีเซนเตอร์หนังโฆษณา ออกอากาศทั้งในเมืองไทย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนามเพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำในตลาดอาเซียนให้เข้มข้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกันดีโด้ยังปรับภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย เจาะกลุ่มวัยรุ่นคนเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับบรรจุภัณฑ์น้ำผลไม้ดีโด้ให้ทันสมัย จากขวดเหลี่ยมเป็นขวดกลม การมีไลเซ่นส์โดราเอมอนบนผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้หวานเย็น เพื่อให้ดึงดูดความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น

บุกตลาดต่างแดน

ต้องยอมรับว่าดีโด้เก่งมากในเรื่องของการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทำให้ดีโด้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคเพื่อนบ้านผ่านตลาดการค้าริมชายแดน  นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีโด้ได้เริ่มส่งออกไปยังประเทศต่างๆกว่า 20 ประเทศ อาทิ เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา ซึ่งในปีนี้ดีโด้ตั้งเป้าขยายตลาดไปในอีก 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และจีน

ส่วนแผนธุรกิจในเมืองไทย จันทราเตรียมขยายเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศให้เพิ่มขึ้นมีการลงทุนเครื่องจักรใหม่เสริมศักยภาพการผลิตได้เร็วขึ้น ควบคู่กับการทำให้ต้นทุนการผลิตดีขึ้นด้วย ขณะเดียวกันก็จะประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทอาหาร โดยในปีนี้ทิศทางในปี 2561 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 3,500 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนในต่างประเทศ 60% ไทย 40%

ใจแลกใจธุรกิจขับเคลื่อนได้ไว

สำหรับสิ่งที่คุณจันทรา ยึดถือมาตลอดช่วงเวลาที่เป็นผู้นำทัพ คือการเอาใจใส่กับทุกอย่างที่กำลังทำรวมถึงเอาใจใส่บุคลกรทุกระดับภายในองค์กร เพราะเชื่อว่าการเติบโตขององค์กรจะไปได้ดีต้องมาจากความเชื่อมั่นของคนในองค์กรมาจากใจแลกใจ ทำทุกอย่างด้วยใจแล้วทุกอย่างจะออกมาดี

นับว่าเป็นผู้บริหารจิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ  หากผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังทำธุรกิจหรือกำลังจะเริ่ม เชื่อว่า ถ้าเรามีทัศนคติที่ดี มีความเป็นผู้นำที่ดี เราจะได้ใจหุ้นส่วน ลูกน้อง ตลอดจนถึงลูกค้าของเราได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง

The post ตำนานน้ำผลไม้ ดีโด้ 25ปี กับยอดขายหลักพันล้าน appeared first on Smart SME.

Tuesday, June 5, 2018

เจาะลึกแผนธุรกิจ “สมุนไพรบ้านอาจารย์” ถนัดสร้างตลาดมากกว่าแย่งตลาด

ความท้าทายของเจ้าของสินค้าในเวลานี้  คงปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากการสร้างแบรนด์ให้ปังและพยายามผลิตสินค้าให้มีคุณภาพแล้ว ยังต้องเฟ้นกลยุทธ์รับมือกับคู่แข่งในตลาดที่มีอยู่จำนวนมาก ดังนั้นการที่เราจะถูกเลือกจึงไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งเป็นสิ่งที่ผลิตได้ง่าย หรือใช้เทคนิค หรือ เทคโนโลยีระดับไม่สูงมากไปจนถึงระดับปานกลาง ย่อมมีผู้ผลิตแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว

คุณพินิจ เขื่อนสุวงค์  (โน๊ต) กรรมการผู้จัดการบริษัท สมุนไพรบ้านอาจารย์ จำกัด ผู้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับคุณแม่หลังคลอดที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมน้อย ในแบรนด์ “ฟีนูแคป”  FENUCAPS  เป็นผู้ประกอบการต้นแบบที่ไม่เดินตามใคร และมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้จากเค้กก้อนเล็กๆ นั่นก็คือกลุ่มลูกค้าที่เป็นคุณแม่หลังคลอด  โดยคุณโน๊ต นำปัญหาที่เกิดขึ้นกับภรรยา คือน้ำนมมาน้อย และได้ค้นคว้าหาข้อมูล จนพบว่า มีสมุนไพรตัวหนึ่งที่ช่วยเพิ่มน้ำนมแม่ได้ หลังจากภรรยาทาน ก็ทำให้มีน้ำนมเพิ่มขึ้นมา จนทำให้มีสต็อค และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานกว่า 3 ปี ในระหว่างที่ภรรยาทานแล้วเห็นผล จึงทำแจกฟรีให้กับคุณแม่ๆ ท่านอื่นๆ ได้ลองทาน ปรากฏกว่า ทุกคนทานแล้วเห็นผลดี จึงนำไปต่อยอดวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ “สมุนไพรบ้านอาจารย์”

เมื่อได้คลุกคลีอยู่กับกลุ่มคุณแม่ให้นมบุตรมาสักระยะ  ก็ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ เช่น ครีมแต้มสิวเพื่อคุณแม่หลังคลอด  มารองรับความต้องการของตลาด โดยสินค้าทุกตัวจะเน้นการทำวิจัย และคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก  จนได้รับรางวัลต่างๆมากมาย มีผลประกอบการเติบโตขึ้นทุกๆปี ขณะเดียวกันยังมีตัวแทนจำหน่ายตามคลินิกและร้านขายยากว่า 500 แห่งในไทย

“ผมเอง ถนัดในการสร้างตลาดมากกว่า การเเย่งตลาด ถึงเเม้การสร้างตลาดใหม่จะยากกว่า การเเย่งตลาดก็ตาม”

นี่อาจจะเป็นคีย์สำคัญที่ทำให้ธุรกิจสมุนไพรบ้านอาจารย์เติบโตมาจนถึง 8 ปีทุกวันนี้  คุณโน๊ตเล่าว่า การสร้างตลาดใหม่ กับการสร้างสินค้าใหม่ นั้นคนละเเบบกันถ้าเราขายในตลาดเก่า เเล้วเรามีสินค้าใหม่ เราอาจได้เปรียบคู่เเข่ง เเต่เราไม่อาจสามารถควบคุมทิศทางตลาดได้ เราต้องวิ่งตามทิศทางกระเเสของตลาดเรื่อยๆ ที่ผ่านมาเราจึงมองว่า การสร้างตลาดใหม่คือ การสร้างสินค้าใหม่ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อช่วยเกิดการผลักดันให้ตลาดใหม่มันเกิดขึ้นและจะทำให้เราเป็นผู้นำในตลาดใหม่ เป็นผู้ควบทิศทางของตลาดในแบบที่เราอยากให้เป็น  ซึ่งแน่นอนว่าจะได้เปรียบคู่เเข่งมากกว่า ที่สำคัญไม่ต้องเหนื่อยวิ่งตามกระเเสของตลาดตลอดเวลา เราจะวิ่งเมื่อเราพร้อม สินค้าเราพร้อม

เมื่อเลือกสนามแข่งขันได้แล้ว ต่อไปสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรู้คือ ทำให้สินค้าขายได้และเป็นแม่เหล็ก ดูดความสนใจจากลูกค้าให้อยากซื้อและร้านค้าก็อยากเอาไปขายด้วย  นั่นก็คือ สินค้าเเละบริการต้องมีความเเตกต่างโดดเด่น ลูกค้าหรือคู่ค้าจึงจะเห็นความเป็นเเม่เหล็กในตัวเรา ความเป็นเเม่เหล็ก ทดสอบได้ง่ายๆ คือดูที่เกิดการซื้อซ้ำๆ โดยที่เราไม่ได้เสนอขาย เเต่มีคนมาเสนอขอซื้อซ้ำๆ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน เมื่อเราต้องพบเจอกับคู่แข่งรายใหญ่ๆจากองค์กรใหญ่ เราจะต้องรู้จักวิธีรับมืออย่างถูกต้อง อันดับแรกเราควรเน้นความสามารถหลักของธุรกิจเรา มากกว่าการทำทุกอย่าง เช่น เราถนัดในการพัฒนาสินค้า ดังนั้น เราก็มุ่งไปใน R&D การพัฒนาสินค้าให้มีความโดดเด่นและแตกต่าง ทีนี้คู่แข่งไม่ว่าจะเจ้าใหญ่ เจ้าเล็ก ก็ตามเราไม่ทัน

นอกจากนี้เรายังต้องคิดต่างให้ได้ ในตลาด red ocean นั้นมักเป็นตลาดที่มีความแข่งขันกันสูง เเต่ ไม่สามารถครอบคลุมการตอบโจทย์ความต้องการในตลาดได้ทั้งหมด มันจึงเกิดเป็น Blue Ocean เล็กๆในตลาด Red Ocean นั้น อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นและเข้าใจตลาด Blue Ocean นั้นได้มากน้อยเเค่ไหน เเละที่สำคัญ เราจะสร้างสินค้าเเละบริการในโจทย์ตลาด Blue Ocean ที่กำลังจะโตขึ้นนั้นได้เร็วเเค่ไหน เช่น “เจลแต้มสิวเฮอร์บิสตาร์” หนึ่งในสินค้าของบ้านสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มมีการแข่งขันที่สูงมาก แต่เรากลับมองไปที่กลุ่มเป้าหมายใหม่ คือ กลุ่มคุณแม่หลังคลอด ที่มีปัญหาสิวตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์  ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีใครทำผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ในลูกค้ากลุ่มนี้  ซึ่งมันเป็น Blue Ocean ในตลาด Red Ocean นั่นเอง

สำหรับสินค้าสมุนไพรบ้านอาจารย์ หลังจากทำตลาดในประเทศสำเร็จในระดับหนึ่งแล้วก็ได้มีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ อาทิลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย เเละ ออสเตเรีย ซึ่งคุณโน๊ตเลือกใช้อาวุธบนสื่อออนไลน์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นFacebook, Instargram, Youtube, หรือ web ecommercer ต่างๆ  เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางที่ทำได้เร็ว เเละประหยัดที่สุด โดยทำสื่อโฆษณาด้วยคอนเท้นต์ภาษาต่างๆ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายในประเทศนั้นๆ  ขณะเดียวกันได้ร่วมออกบูทในการแสดงสินค้าต่างประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์และโปรดักซ์ ซึ่งการออกงานแสดงสินค้าต่างประเทศ จะต้องเตรียมความพร้อมอย่างมาก โดยเฉพาะการศึกษากฎหมายและระเบียบการค้าของแต่ละประเทศ  เช่น เรื่อง TAXภาษีขาเข้า ขาออก, กฎหมายเรื่อง เครื่องหมายการค้า เเละการบังคับใช้กฏหมาย เป็นต้น

เมื่อถามถึงปัญหาและอุปสรรคที่ต้องเจอในการทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพความสวยความงาม  แน่นอนว่าย่อมต้องเกิดข้อพิพาทหรือข่าวดราม่าในโลกออนไลน์อยู่เป็นระยะ  แต่สินค้าของสมุนไพรบ้านอาจารย์ก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง ด้วยการชี้เเจง ผ่านหลักฐานทางวิชาการที่เชื่อถือได้ อย่างโปร่งใส เช่นผลทดสอบ ผลวิจัย ผลLABทดสอบ หรือเอกสารทางราชการที่เป็นข้อเท็จจริง  ซึ่งโดยธรรมชาติของ ข่าวใน online มักจะมีอายุที่สั้น เหมือนไฟใหม้ฟาง ซึ่งจะมีการบอกต่อเเค่เพียงระยะเวลาหนึ่ง

การทำธุรกิจหลายต่อหลายคนอาจจะพยายามทำในสิ่งที่ไม่เคยทำให้ออกมาดี แต่ในมุมมองของคุณโน๊ต การทำธุรกิจ ต้องรู้จักตัวเองก่อนว่า มีจุดแข็งอย่างไร แล้วต้องพัฒนาจุดแข็งนั้น ให้เป็นจุดขายให้ได้  ถ้าเราถนัดจุดไหน ก็พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เช่น ผมถนัดเรื่องการทำวิจัย ผมก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาที่มีงานวิจัยรองรับให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป “ เราต้องพัฒนาจุดแข็งของเรา ให้เป็นจุดขายให้ได้” คุณโน๊ตกล่าว

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

The post เจาะลึกแผนธุรกิจ “สมุนไพรบ้านอาจารย์” ถนัดสร้างตลาดมากกว่าแย่งตลาด appeared first on Smart SME.

Monday, June 4, 2018

เคลียร์ 39อาชีพ แรงงานต่างด้าว ทำได้-ไม่ได้ มีผลบังคับใช้ 30 มิ.ย.2561

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการและนายจ้างเรียกร้องให้มีการปลดล็อกอาชีพสงวนบางอาชีพ หลังจากห้ามมาตั้งแต่ปี 2522 มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอาชีพต่างๆ ถึงการปลดล็อกอาชีพสงวนบางอาชีพให้ต่างด้าวทำได้ รวมทั้งรับฟังความเห็นผ่านเว็ปไซต์ของกรมการจัดหางาน  โดยได้สรุปผลแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่ม 1. ไม่เป็นงานห้ามอีกต่อไปจำนวน 2 งาน  ประกอบด้วย งานกรรมกร และงานก่ออิฐ ช่างไม้ ช่างก่อสร้างอื่นๆ ซึ่งเดิมเป็นงานห้าม แต่ผ่อนผันให้ทำแค่กรรมกรใช้แรงงานไม่ใช่งานฝีมือช่าง แต่เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน คนไทยมีการศึกษาสูงขึ้น ไม่ทำงานหนัก จึงให้ทำได้ แต่ต้องขออนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง

กลุ่มที่ 2. ให้ต่างด้าวทำได้ 10 งาน ส่วนใหญ่เป็นงานในอุตสาหกรรมการผลิต คนไทยไม่นิยมทำ แต่จะอนุญาตให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไข ต้องมีผู้จ้างงาน ไม่เป็นเจ้าของกิจการเอง โดยจะไม่อนุญาตให้ทำงานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย ดังนี้  1. งานกสิกรรม เลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญเฉพาะสาขา 2. งานให้บริการวิชาชีพทางบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทางบัญชี แต่ไม่รวมถึงการตรวจสอบภายใน 3. งานทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม 4. งานทำมีด 5. งานทำรองเท้า 6. งานทำหมวก 7. งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา 8. งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรม ยกเว้นผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนตามข้อตกลงระหว่างประเทศ 9. งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย 10. งานปั้นหรือทำเครื่องดินเผา

และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มงานห้ามเด็ดขาดมี  28 งาน อาทิ งานแกะสลักไม้  ขับขี่ยานยนต์ ขายของหน้าร้าน เจียระไนหรือขัดเพชรพลอย งานตัดผม ดัดผม เสริมสวย งานมัคคุเทศก์ นำเที่ยว เร่ขายสินค้า โดยเพิ่มงานนวดไทย เป็นงานห้ามใหม่ 1 อาชีพ

ทั้งนี้ได้สรุปความเห็นจากจากทุกภาคส่วน เพื่อนำเสนอต่อ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก่อนออกประกาศเป็นกฎกระทรวง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 30 มิถุนายน 2561 เพื่อให้สอดรับกับกฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 จะมีผลทำให้คนต่างด้าวที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด หลังจากชะลอโทษมานานแล้ว

The post เคลียร์ 39อาชีพ แรงงานต่างด้าว ทำได้-ไม่ได้ มีผลบังคับใช้ 30 มิ.ย.2561 appeared first on Smart SME.

Monday, May 28, 2018

“หุ้นยั่งยืน” ไทยพัฒน์ เปิดรายชื่อ 100 บจ. ติดอันดับ ESG100 ปี 61

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (17 พ.ค.) สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Ratingได้ประกาศรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance) ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2561 เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีคุณภาพและได้รับผลตอบแทนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

การจัดอันดับหลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 รอบนี้ ถือเป็นปีที่สี่ของการประเมินด้วยการคัดเลือกจาก 683 บริษัทจดทะเบียน (ไม่รวมหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู) ทำการประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง จำนวนกว่า 12,648 จุดข้อมูล ตามที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยต่อสาธารณะ ผ่านรายงานแห่งความยั่งยืน รายงานประจำปี หรือในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) โดยไม่ใช้แบบสำรวจข้อมูลหรือแบบสอบถามใดๆ เพิ่มเติม

 

การประเมินในปีนี้ ได้มีการพิจารณาข้อมูลทั้งการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และผลประกอบการของบริษัทควบคู่ไปพร้อมกัน โดยใช้เรตติ้งโมเดลที่พัฒนาขึ้นจากหลักการแนวทางตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนของ GISR (Global Initiative for Sustainability Ratings) ทำให้หลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 สามารถตอบโจทย์ทั้งผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน

การประเมินหลักทรัพย์ ESG100 ประกอบด้วยเกณฑ์เบื้องต้นสำหรับการคัดกรอง (Screening Criteria) และเกณฑ์หลักสำหรับการประเมิน (Rating Criteria) โดยเกณฑ์เบื้องต้นสำหรับการคัดกรอง ประกอบด้วย ผลการดำเนินงานของบริษัทต้องมีผลประกอบการที่เป็นกำไรติดต่อกันสองรอบปีบัญชีล่าสุด การปลอดจากการกระทำความผิดโดยที่บริษัทหรือคณะกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต้องไม่ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษหรือเปรียบเทียบปรับในรอบปีประเมิน และการกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ของบริษัทเป็นไปตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด

ส่วนเกณฑ์หลักสำหรับการประเมิน ประกอบด้วย การพิจารณาประเด็นด้าน ESG ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรม การพิจารณาวิธีการที่บริษัทใช้ระบุและจัดการกับโอกาสและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้าน ESG และการพิจารณาประเด็นด้าน ESG ที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการขององค์กร เพื่อให้สะท้อนผลตอบแทนการลงทุนหรือตัวเลขผลประกอบการที่สัมพันธ์กับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัท และสามารถตอบโจทย์ผู้ลงทุนในมิติของการลงทุนที่ยั่งยืนว่า บริษัทที่มี ESG ดี จะสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีด้วย

ผลการคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนที่เข้าอยู่ในยูนิเวิร์สของ ESG100 ปีนี้ มีบริษัทจดทะเบียนที่ติดอันดับ จำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 8 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 10 บริษัท กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 6 บริษัท กลุ่มธุรกิจการเงิน 12 บริษัท กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม 14 บริษัท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 10 บริษัท กลุ่มทรัพยากร 16 บริษัท กลุ่มบริการ 23 บริษัท และกลุ่มเทคโนโลยี 9 บริษัท โดยในจำนวนนี้ มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาด mai เข้าอยู่ใน ESG100 อยู่ด้วยจำนวน 10 บริษัท

สำหรับบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมบริการมากสุด คือ 23 บริษัท รองลงมาเป็นกลุ่มทรัพยากร 16 แห่ง กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม 14 แห่ง และมีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาด mai เข้าอยู่ใน ESG100 จำนวน 10 บริษัท ได้แก่ D, ITEL, JUBILE, MOONG, PPS, SPA, SWC, TACC, TPCH, WINNER

ทั้งนี้ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เกตแคป) รวมกันของหลักทรัพย์ ESG100 มีมูลค่าราว 12.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69.4 เมื่อเทียบกับมาร์เกตแคปรวมของตลาด (SET+mai) ที่ 17.9 ล้านล้านบาท

ในปี 2561 นี้ บริษัท อีเอสจี เรตติ้ง จำกัด จะเริ่มให้บริการข้อมูลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ที่เรียกว่า ESG Report ของบริษัทจดทะเบียนที่มีการเปิดเผยข้อมูลผ่านรายงานแห่งความยั่งยืน รายงานประจำปี หรือในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) ด้วยการวิเคราะห์ ESG Factors ใน 3 มิติ (ได้แก่ Topic-specific, Industry-specific, Company-specific) ที่ให้ภาพครบถ้วนสมบูรณ์กว่าการวิเคราะห์ในแบบทั่วไป (Generic ESG Factors) ซึ่งมิได้สะท้อนปัจจัยในระดับอุตสาหกรรมและปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อตัวกิจการ (ผลประกอบการของแต่ละกิจการจะขึ้นกับ ESG Factors ที่แตกต่างกัน)

นอกจากนี้ บริษัท อีเอสจี เรตติ้ง จำกัด จะมีการเผยแพร่ ESG Index เพื่อใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับเป็นทางเลือกของการลงทุนที่ยั่งยืนในตลาดทุนไทย ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงกลางปีนี้ โดยในต่างประเทศ มีดัชนีประเภทดังกล่าวใช้อ้างอิงอยู่อย่างแพร่หลาย อาทิ S&P Global 1200 ESG Factor Weighted Index, FTSE ESG Indexes, MSCI ESG Leaders Indexes, Russell 1000 ESG Index เป็นต้น

 

ผู้ลงทุนที่สนใจข้อมูลหลักทรัพย์จดทะเบียนในกลุ่ม ESG100 สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.esgrating.com

The post “หุ้นยั่งยืน” ไทยพัฒน์ เปิดรายชื่อ 100 บจ. ติดอันดับ ESG100 ปี 61 appeared first on Smart SME.

Friday, May 25, 2018

3 ภาพยนตร์งานดี ปลุกแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นสู้!!

แรงบันดาล ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต ที่คอยขับเคลื่อนชีวิตให้ดำเนินต่อไป และแน่นอนว่ามันสามารถขับเคลื่อนให้ธุรกิจของคุณไปสู่เป้าหมายได้เช่นกันแต่ละคนอาจมีวิธีการสร้างแรงบันดาลที่แตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะหยิบหนังสือดีๆ สักเล่มขึ้นมาอ่าน ฟังเพลงแนวให้กำลังใจสักเพลง แต่วันนี้ SmartSme ขอนำเสนอ ภาพยนตร์ ดีๆ 3 เรื่อง ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณได้แน่นอน

1.Jerry maguire

เจอร์รี่ แมไกวร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายเมื่อ ค.ศ.1996 เรื่องราวพูดถึงตัวเอกเรื่องเจอร์รี่ แมไกวร์ (รับบทโดย ทอม ครูซ) ซึ่งเป็นตัวแทนนักกีฬาชื่อดังหลายคนประจำบริษัทเอเจนซี่หนึ่ง เขามีหน้าที่การงานใหญ่โต และอนาคตรุ่งเรือง มีเงินมากมาย ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัวสำหรับเขา

จนคืนหนึ่งเขานอนหลับ และฝันว่าอาจารย์ที่เคยสอนตอนมหาวิทยาลัยมาเข้าฝัน และบอกให้เขาทำสิ่งถูกต้องมากกว่าจะทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว เขาสะดุ้งตื่นขึ้น แล้วรีบเขียนหนังสือตลอดทั้งคืนเกี่ยวกับ ข้อความพันธกิจ (Mission Statement) โดยเสนอให้บริษัทลดจำนวนนักกีฬาที่ดูแลเพื่อเน้นความใกล้ชิดระหว่างนักกีฬาผู้เป็นลูกค้ากับตัวแทนนั่นก็คือบริษัท

เขาทำสำเนาแจกทุกคนในบริษัท และทุกคนก็ชื่นชมแนวความคิดของเขา แต่เขากลับถูกไล่ออกทันที เขาจึงออกมาตั้งธุรกิจเองโดยมีนักกีฬาเพียงคนเดียว เขาก็เริ่มดำเนินกิจการการตามอุดมการณ์ที่ได้วางไว้ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีมุมมอง และแรงบันดาลใจมากมายเรื่องการดำเนินธุรกิจ การไม่ควรเห็นคุณค่าของเงินมากกว่าอุดมการณ์ในการดูแลนักกีฬา สอนให้รู้จักการใช้หัวใจในการทำงาน นึกถึงใจเขาใจเรา ความสำเร็จไม่ได้เป็นคำตอบของชีวิตเสมอไป และการพร้อมเริ่มต้นใหม่เสมอ

 

2.The Pursuit of Happyness

เรื่องจริงที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ นำแสดงโดยวิล สมิธ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับคริส การ์ดเนอร์ผู้ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเพียงลำพัง หลังภรรยาได้ทิ้งกับกับลูกชายวัย 5 ขวบไป ปล่อยให้เผชิญสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่กันเพียงสองคนพ่อลูกเท่านั้น

เขากัดฟันทำทุกอย่างเพื่อสู้กับความยากจน หลายครั้งต้องพาลูกไปนอนตามที่ต่างๆ เหมือนพวกคนเร่ร่อน ในกระเป๋าสตางค์มีเงินติดเหลืออยู่แค่ 1 ดอลลาร์ แต่เขามีความขยันอดทนและฉลาด เขาเพียรทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกชาย เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

วันหนึ่งเขาเกิดไอเดียว่า ควรทำงานด้านการเงิน จึงพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้เป็นโบรกเกอร์ในบริษัทแห่งหนึ่ง และต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างจนกระทั่งกลายมาเป็นสุดยอดนักขายระดับตำนานของอเมริกา  ซึ่งจากเนื้อเรื่อง เราจะได้เห็นความอดทน และความพยายามอย่างหนักเพื่อการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เขาไม่เคยท้อ แม้บางครั้งต้องแอบเข้าไปนอนในห้องน้ำสาธารณะก็ตาม และเมื่อโอกาสมาถึงเขาก็รีบฉวยเอาไว้ พยายามเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

3.The Hudsucker Proxy

ภาพยนตร์แนวคอมเมดี้ที่ให้ข้อคิดดีๆ ออกฉายเมื่อปี ค.ศ.1994 นำแสดงโดยทิม ร็อบบินส์ เป็นเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่บุคลิกภายนอกดูเฉิ่มๆ และไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไรนัก วันหนึ่งเขาจับผลัดจับผลูได้ขึ้นเป็นประธานบริษัทคนใหม่แทนคนเก่าที่เสียชีวิตไป เขาต้องพาบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ฝ่าพ้นวิกฤตไปให้ได้ ท่ามกลางการดูถูกของคนรอบข้างที่พร้อมจะแทงข้างหลังตลอดเวลา

แต่สิ่งหนึ่งที่เขายึดมั่นมาไม่เคยเสื่อมคลายนั่นก็คือไอเดียผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งที่หลายคนดูถูกและไม่เข้าใจในสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นรูปวาดกลมๆ ในกระดาษพร้อมความอธิบายสั้นๆ ว่าใช้เพื่อความสนุก แม้หลายคนจะต่อต้าน แต่เขาก็ยังคงยืนยันให้ดำเนินการผลิตต่อไป เมื่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกขายช่วงแรกก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เขาถูกโจมตีมากกว่าเดิมจนเกือบถูกปลดจากตำแหน่งประธานบริษัท แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เริ่มทำค้นหาว่าเพราะเหตุใดผลิตภัณฑ์ที่เขามั่นใจว่าดีกลับยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที

จนกระทั้งรู้ว่าเพราะผู้คนยังไม่เข้าใจวิธีการเล่น เขาจึงแก้ไขด้วยการโฆษณา และสาธิตวิธีเล่น จนในที่สุดผลิตภัณฑ์ของเขาก็ได้รับการยอมรับและกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และสิ่งนั้นก็คือ “ฮูล่าฮูป” ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แรงบันดาลใจเรื่องการกล้าคิด แม้สิ่งนั้นจะแตกต่างจากความคิดผู้คนทั่วไปก็ตาม และความยึดมั่นในความคิดของเรา พร้อมทั้งการยอมรับและพร้อมปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

 

ที่มา :incquity.com

The post 3 ภาพยนตร์งานดี ปลุกแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นสู้!! appeared first on Smart SME.

Thursday, May 17, 2018

หาย ท้อ แน่นอน!! 6 แรงจูงใจอ่านแล้วลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง

หากคุณรู้สึกว่าคุณ ท้อ และอยากปล่อยมือจากทุกสิ่งอย่างที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ คุณคิดผิด !! เพราะแม้แต่คนที่มีความพยายามและมีแรงกระตุ้นสูง ก็ย่อมมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเสมอ บ่อยครั้งที่เราหาสาเหตุไม่เจอว่าทำไมเราถึงรู้สึกท้อแท้แบบนี้ แต่มันก็มีวิธีที่จะทำให้ความรู้สึกท้อแท้เหล่านั้นหายไปได้ พร้อมทั้งช่วยให้คุณกลับมามีกำลังใจได้ใหม่อีกครั้งด้วย และนี่ก็คือ 6 วิธีสร้างแรงจูงใจให้กับคุณ ในเวลาที่คุณรู้สึกท้อแท้หรือหมดหวัง


  1. พยายามหาสาเหตุว่าทำไมคุณถึงท้อแท้
และนี่ก็คือตัวอย่างสาเหตุที่อาจทำให้คุณรู้สึกท้อ จงลองหาสาเหตุของตัวเองให้พบ
คุณกลัวบางสิ่งบางอย่างที่คุณต้องทำ และคุณผัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อย เพราะคุณไม่ได้ทำมันด้วยความเต็มใจตั้งแต่แรก
คุณอาจจะเหนื่อย อาจขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนหรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ หรืออาจจะป่วยก็ได้ ซึ่งทำให้คุณรู้สึกไม่โอเคนัก
คุณขาดความมั่นใจในตนเอง คุณกลัวที่จะก้าวขาออกจากพื้นที่สุขสบายของคุณ
คุณกำลังอยู่ระหว่างการทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งมันอยู่ในช่วงที่ยากที่สุด จนทำให้คุณท้อใจ
  1. เวลาที่คุณกลัวบางสิ่งที่ต้องทำ จงพยายามทำต่อให้สำเร็จ
อย่างเช่นเรื่องใก้ลๆตัวเลย   การออกกำลังกายในตอนเช้า ถ้าคุณมองว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ คุณก็ต้องหาวิธีที่จะทำมันให้สำเร็จ โดยอาจลองจะพยายามวางชุดออกกำลังกายไว้ข้างเตียงเพื่อที่ตื่นมาจะได้เห็นมันเป็นสิ่งแรก หรือไม่ก็โทรนัดเพื่อนให้ไปเจอกันที่โรงยิมเพื่อที่จะได้ไปออกกำลังกายกัน การมีเพื่อนที่มีความรับผิดชอบจะช่วยสามารถเพิ่มความเป็นไปได้ ทำให้แผนการของคุณสำเร็จได้เป็นอย่างดี
  1. ถ้าร่างกายคุณเหน็ดเหนื่อย คุณควรดูแลสุขภาพ
ร่างกายเป็นกลไกสำคัญในการทำสิ่งต่างๆ แต่ในบางวันร่างกายของคุณเพียงแค่ต้องการให้คุณลุกออกจากโต๊ะทำงาน แล้วออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง ลองนึกถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาของคุณ คุณพักผ่อนเพียงพอหรือเปล่า? คุณรับประทานอาหารที่มีประโยชน์บ้างไหม? ครั้งล่าสุดนี้คุณป่วยเป็นอะไรจึงทำให้คุณรู้สึกแย่จนถึงตอนนี้?ลองสังเกตดูว่า คุณดูแลสุขภาพและร่างกายคุณดีพอหรือยัง การดูแลร่างกายให้ดีจะช่วยให้คุณหายจากอาการท้อแท้ที่เป็นอยู่ได้
  1. เมื่อคุณขาดความมั่นใจ ลองหาเหตุผลว่าทำไมคุณถึงเป็นแบบนั้น
คุณกำลังคิดในแง่ลบอยู่หรือเปล่า? มีคอมเม้นต์แง่ลบหรือพบเจอเหตุการณ์แย่ๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกแย่จนถึงตอนนี้ไหม? คุณชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือไม่? หากคุณกำลังมองทุกอย่างในแง่ลบ คุณควรปล่อยวาง คิดบวก แล้วหันมาชื่นชมตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง หรือไม่ก็หาอะไรสนุกๆ ทำ เพื่อให้ชีวิตคุณมีความสุขได้แล้ว
  1. เดินมาได้ครึ่งทางแล้ว จงพยายามต่อไปให้สุด
เมื่อใดที่คุณตั้งมั่นทำงานใหญ่ๆ สักงาน ในช่วงแรกๆ คุณมักมีแรงกระตุ้นที่ดีเสมอ เส้นชัยของคุณจะดูชัดมาก คุณมีความคาดหวังและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ส่วนในช่วงสุดท้ายของงานก็ง่ายที่จะเกิดแรงกระตุ้นด้วยเช่นกัน เมื่อคุณเริ่มมองเห็นปลายทาง คุณก็จะรู้สึกตื่นเต้นและอยากทำมันให้เสร็จโดยเร็ว
แต่ช่วงระหว่างทางนี่สิที่ยากที่สุด แรงกระตุ้นในช่วงแรกก็จะค่อยๆ หายไป และก็ดูเหมือนว่าเส้นชัยจะไกลออกไปเรื่อยๆ คุณควรคิดอยู่เสมอว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณริเริ่มสิ่งนั้นขึ้นมา? แล้วทำไมสิ่งนั้นถึงมีความหมายสำหรับคุณ? หลายครั้ง การระลึกได้ว่า “ทำไม?” จะสามารถช่วยกระตุ้นให้คุณเลิกรู้สึกท้อแท้และหมดหวังได้“ไม่สำคัญว่าคุณจะก้าวไปอย่างช้าๆ ตราบใดที่คุณไม่ยอมหยุด คุณก็ยังมีหวัง” ― ขงจื้อ (CONFUCIUS)
  1. จงจำเอาไว้ว่าอาการท้อแท้ หมดหวัง จะไม่มีทางอยู่กับคุณตลอดไป
ความพยายามมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของคุณเสมอ เส้นทางความสำเร็จเป็นเหมือนการผจญภัยในถนนที่เต็มไปด้วยหนทางคดเคี้ยวและขรุขระ ซึ่งมันไม่ได้เป็นเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใคร ๆ คิด แต่ทุกก้าวที่คุณกล้าเดินไปนั้น จะช่วยให้คุณมีความมั่นใจและทำมันได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้คุณเดินหน้าต่อไปและขับไล่อาการแย่ๆ เหล่านั้นออกไปได้
ทุกครั้งที่คุณตั้งเป้าหมาย คุณจะต้องพบเจอกับอุปสรรค และอุปสรรคเหล่านั้นก็จะทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ ไร้แรงกระตุ้น แต่ การผลักดันตัวเองให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้และพยายามเอาตัวเองออกจากความรู้สึกนั้น ล้วนช่วยให้คุณมีความมั่นใจและพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้มากขึ้น

ที่มา : sumrej
บทความเพิ่มเติม
The post หาย ท้อ แน่นอน!! 6 แรงจูงใจอ่านแล้วลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง appeared first on Smart SME.

Wednesday, May 16, 2018

เจาะลึกผู้บริหารหนุ่มไฟแรง GetLinks  แพตฟอร์มที่ใช้หางานแถวหน้าของเมืองไทย

ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีกระแสการทำธุรกิจแบบหนึ่งที่ถูกพูดถืงกันบ่อยๆ ทั้งรูปแบบการทำธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงอัตราการเติบโตที่ร้อนแรงดังกับไฟเยอร์ กลายเป็นกระแส “Startup” ที่ใครหลายๆคนให้ความสนใจกับการลงทุนในทางสายนี้ เช่นเดียวกับ คุณป๊อป  พลภัทร ทรงธัมจิตติ อายุเพียง 28 ปี ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของ  GetLinks  แพตฟอร์มที่ใช้หางานแถวหน้าของเมืองไทย

ด้วยไอเดียที่แตกต่างของคุณป๊อบ  ที่อยากให้การสมัครงานในสายอาชีพเทคโนโลย เป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น สายงานดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ Developer  Designer  Digital Marketer  จึงเป็นที่มาที่ไปของเว็บไซต์ GetLinks

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คุณป๊อปไม่ได้ทำให้ GetLinks เป็นเว็บไซต์หางานทั่วไปที่ผู้สมัครกดคลิกส่ง Resume ไปทีละบริษัท แต่เป็นแพลตฟอร์มที่จะจับคู่โปรไฟล์ความสามารถของผู้สมัครกับตำแหน่งที่มีอยู่ เพื่อเป็นการคัดกรองตำแหน่งงานให้ ที่ดีทั้งในและต่างประเทศและผู้สมัครได้งานตรงกับที่หวังไว้   ด้วยขั้นตอนง่ายๆ โดยฝากโปรไฟล์ในเว็บไซต์ หากผ่านการคัดเลือก ระบบจะแมทช์คุณกับข้อเสนอจากบริษัทชั้นนำมากมายทันที

ขณะเดียวกันบริษัทที่ต้องการหาคนเข้าทำงาน  GetLinks เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมผู้ที่มีความสามารถและเป็นที่ต้องการของบริษัทสตาร์ทอัพ อย่าง Developer, Designer และ Digital Marketer ไว้มากมาย บริษัทสามารถลงทะเบียนได้ฟรี แล้วลงตำแหน่งงานที่กำลังมองหา จากนั้นทาง GetLinks ก็จะคัดสรรและคัดกรองผู้สมัครสายเทคโนโลยีชั้นนำทั่วเอเชียมาให้ ขณะนี้ GetLinks มีทั้งในประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม และกำลังเข้าสู่อินเดีย

นอกจาก GetLinks จะเป็นแพลตฟอร์มจับคู่งานแล้ว GetLinks ยังมี Tech Community ที่รวมรวบงานอีเว้นท์สายเทคเจ๋งๆ อย่าง Drinkentrepreneurs Bangkok -งาน CEO networking บน Rooftop ใจกลางเมือง AngelHack – งาน Hackathon ที่เป็นการแข่งขันระดับโลก ที่ผู้ชนะจะได้ไป Pitch idea ที่ Silicon Valley และ BKK Startup Job Fest – งานมหกรรม Innovative ครั้งแรกในประเทศไทยที่รวมตัวบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ

ทั้งหมดนี้คุณป๊อปมองว่าการสร้างตลาดในแบบที่ไม่มีใครทำ จะทำให้เราเป็นเจ้าแรกๆ และสามารถขยายโครงสร้างได้รวดเร็ว การทำธุรกิจจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่น และทำอย่างไม่ย่อท้อ จะทำให้เราประสบความสำเร็จในที่สุด

อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

GetLinks

The post เจาะลึกผู้บริหารหนุ่มไฟแรง GetLinks  แพตฟอร์มที่ใช้หางานแถวหน้าของเมืองไทย appeared first on Smart SME.

Tuesday, May 15, 2018

มาตรงนี้! สถานะการเงินไม่ดี  ก็กู้ได้

 

แหล่งเงินทุนเข้าถึงยาก  แต่มีทางเลือก…. หลายคนฝันอยากเริ่มธุรกิจแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหา กู้เงิน ทุนได้จากที่ไหน หรือแม้กระทั่งบางคนที่ธุรกิจกำลังไปได้สวยและอยากจะขยับขยาย แต่ก็ยังมองหาแหล่งเงินทุนไม่เจอเช่นกัน  ต้องเตรียมเอกสารให้เยอะแยะวุ่นวายไปหมด แถมเดินเข้าออกธนาคารเป็นว่าเล่น ก็ยังกู้ไม่ผ่านสักที

 

อีกทั้งปัญหาของเหล่าผู้ประกอบการรายใหม่ รายเก่า รวมไปถึงสตาร์ทอัพ  ที่รอการปลดล็อคจากภาครัฐหรือธนาคาร ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือก็มีมาก อาทิเช่น ปัญหาจะหนี้เสีย  บางรายก็ไม่มีหลักทรัพย์อะไรจะไปค้ำประกัน  ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องบอกเลยว่า ใครที่มีปัญหาเหล่านี้ คือ หมดสิทธิกู้ทันที

แต่ในยุคเศรษฐกิจ 4.0 อะไรๆก็ดูจะเอื้อให้ทุกคนเริ่มธุรกิจกันง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ผุดขึ้นมาหลายต่อหลายแพคเก็จ เพื่อให้ครอบคลุมตั้งแต่นักลงทุนระดับบนๆจนถึงระดับพื้นฐาน  อย่างล่าสุดนี้เลย ได้ข่าวแว่วมาจากฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กรของธพว.  ว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) หรือ ธพว.  เตรียมจัดเต็มเพื่อผู้ประกอบการไทยอีกแล้ว   ทุ่มโปรโมชั่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ในงาน’SME TRANSFORM #พร้อมแล้วเปลี่ยน ประชารัฐร่วมใจ เชื่อมSMEไทยสู่สากล’ ที่มีกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าภาพ

ที่น่าจับตามองที่สุดเห็นจะเป็นแพจเก็จ  ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีปัญหาทางการเงินสามารถกู้ได้ (แม้เคยปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนชำระไม่ต่อเนื่องมาก็ตาม) และสินเชื่อ Factoring บัญชีเดียว   วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท เบิกจ่ายภายในวันเดียว ฟรีค่าธรรมเนียมจัดเก็บหนี้ อีกทั้งสินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น  สินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว ดอกเบี้ย 3% ต่อปี

ทั้งนี้ยัง สามารถยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยถูกผ่านระบบออนไลน์ภายในงานได้ทันที เพียงสแกน QRCodeทั้งสินเชื่อสำหรับนิติบุคคล เช่น สินเชื่อเถ้าแก่4.0   อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี ปลอดชำระเงินต้น 3 ปีแรก

นอกจากนี้ทางธพว. ก็ได้เตรียมบริการเสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทยครบวงจร  อาทิ  Show Case เอสเอ็มอีต้นแบบ  จุดประกายธุรกิจและแนะนำช่องทางขยายตลาดผ่านเว็บไซต์ “Alibaba” และ “shopee”  สาธิตบริการหน่วยรถม้าเติมทุน ฉับไวไปถึงถิ่น  พร้อมทีมงานให้คำปรึกษาวางแผนธุรกิจ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผู้ประกอบการสามารถไปขอยื่นกู้ได้ ในงาน’SME TRANSFORM บริเวณ Financial Zone  ณ  ชาเลนเจอร์ ฮอลล์2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  ระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม 256

The post มาตรงนี้! สถานะการเงินไม่ดี  ก็กู้ได้ appeared first on Smart SME.

Thursday, May 10, 2018

จับตาธุรกิจอาหารปี2561 ดาวร่วงหรือดาวรุ่ง

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการ ธุรกิจอาหาร ในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มากขึ้น  เป็นผลมาจากการขยายสาขาของห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ประกอบกับการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ร้านอาหาร  ซึ่งถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการรับประทานอาหารในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ให้มีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นการใช้บริการเชนร้านอาหารเป็นหลัก

การเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร จึงส่งผลให้การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการ ธุรกิจอาหาร ในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีการประกอบธุรกิจร้านอาหารอย่างกระจุกตัว คาดว่า มูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารในปี 2561 น่าจะอยู่ที่ 411,000-415,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4-5 จากปี 2560

โดยการขยายตัวดังกล่าว ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการผลักดันของต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าเช่าพื้นที่ในทำเลศักยภาพ และต้นทุนค่าแรง ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารต้องตั้งราคาอาหารในระดับสูง เพื่อให้ครอบคลุมภาระต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับตลาดธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยที่สูงถึงกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี จะช่วยดึงดูดให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารรายใหม่เข้าสู่ตลาดธุรกิจร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2560 มีจำนวนผู้ประกอบการร้านอาหารที่จดทะเบียนนิติบุุคลรวม 12,630 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จาก ณ สิ้นปี 2559  ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหารรายเดิมในตลาดยังขยายการลงทุน ทั้งในรูปแบบการพัฒนาแบรนด์ร้านอาหารขึ้นมาใหม่เอง รวมถึงการซื้อแฟรนไชส์จากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ในปี 2561 การใช้บริการร้านอาหารทั่วไป ที่มุ่งตอบโจทย์การรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน อย่างร้านอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว และข้าวแกง น่าจะยังคงทรงตัว โดยร้านอาหารในกลุ่มนี้ น่าจะยังคงมีรายได้หลักจากการให้บริการผู้คนทั่วไป ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการรับประทานอาหารในช่วงวันธรรมดา

สำหรับร้านอาหารระดับบน รวมไปถึงร้านอาหารระดับกลาง อย่างร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ น่าจะยังคงมีผู้ใช้บริการอย่างคึกคักในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

การขยายสาขาของห้างสรรพสินค้า เป็นการเปิดพื้นที่สำหรับร้านอาหาร…เม็ดเงินกระจายไปยังผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการร้านอาหารประกอบธุรกิจในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายสาขาของห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ปรับกลยุทธ์กำหนดตำแหน่งการแข่งขันให้ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่บางแห่งเป็นจุดหมายสำหรับการรับประทานอาหาร (Food Destination) โดยใช้ร้านอาหารเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้บริการ  โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ศูนย์การค้า เพิ่มขึ้นจากในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่พื้นที่สำหรับร้านอาหารคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20-25 ของพื้นที่ศูนย์การค้า โดยมีการคัดเลือกแบรนด์ร้านอาหารต่างๆ อย่างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามทำเลที่ตั้ง

คาดมูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารปี’ 61 ขยายตัวร้อยละ 4-5 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการยังคงต้องตั้งราคาอาหารในระดับสูง เพื่อให้ครอบคลุมภาระต้นทุนต่างๆ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นทุนการประกอบธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2561 เป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร ทั้งค่าเช่าพื้นที่ในทำเลศักยภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น ที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการร้านอาหารทุกกลุ่ม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าตลาดธุร กิจอาหาร ในปี 2561 น่าจะอยู่ที่ 411,000-415,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4-5 จากปี 2560 โดยการขยายตัวส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการผลักดันของต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าเช่าพื้นที่ในทำเลศักยภาพ และต้นทุนค่าแรง ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องตั้งราคาอาหารในระดับสูง เพื่อให้ครอบคลุมภาระต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ อัตราค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่อยู่ในระดับสูง น่าจะเป็นปัจจัยกดดันให้ในปี 2561 ผู้ประกอบการร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หันมาให้ความสำคัญกับการขยายสาขาในรูปแบบ Stand Alone มากขึ้น โดยนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนค่าเช่าแล้ว การขยายสาขาในรูปแบบ Stand Alone น่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่น ทั้งในด้านเวลาการให้บริการ รวมถึงการตกแต่งร้านอาหารอย่างมีเอกลักษณ์ ที่น่าจะส่งผลให้ร้านอาหารเป็นที่สังเกตหรือจดจำสำหรับลูกค้าได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ ผู้ประกอบการร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant) ที่ยังเปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เป็นหลัก น่าจะลดขนาดพื้นที่สาขาใหม่ลง ควบคู่ไปกับขยายบริการในรูปแบบไดร์ฟทรูในสถานีบริการน้ำมันมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบของผู้คนในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ภาพการขยายตัวของจำนวนคาเฟ่ ร้านกาแฟ และ Coworking Space ได้สะท้อนเทรนด์การใช้จ่ายด้านขนมและเครื่องดื่ม รวมถึงทางเลือกในการรับประทานอาหารในกลุ่ม Street Food ที่กลับมาได้รับความนิยม ส่งผลให้เม็ดเงินการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้านของคนไทยกระจายตัวไปยังผู้ประกอบการกลุ่มคาเฟ่ ร้านกาแฟ และ Coworking Space มากขึ้น จากเดิมที่กระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการร้านอาหารเป็นหลัก นับเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในการช่วงชิงเม็ดเงินการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้านในปี 2561

การขยายสาขา ส่งผลให้ลูกค้ากระจายตัวใช้บริการสาขาใหม่ กระทบรายได้สาขาเดิม

ขณะเดียวกันในปี 2561 การขยายสาขาร้านอาหารยังเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการร้านอาหารให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชนร้านอาหาร แม้การขยายสาขาจะเป็นการเสริมสร้างให้รายได้รวมของผู้ประกอบการขยายตัว แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการขยายตัวมาจากรายได้ของสาขาที่เปิดใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากลูกค้ามีแนวโน้มกระจายตัวใช้บริการสาขาใหม่ๆ และส่งผลต่อเนื่องให้รายได้ของสาขาเดิมลดลง  นำมาสู่การแข่งขันจัดโปรโมชั่นด้านราคา ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันรายได้ตามมา

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความท้าทายของผู้ประกอบการร้านอาหารในปี 2561 จึงอยู่ที่การคัดเลือกทำเลในการขยายสาขา ซึ่งต้องเป็นทำเลที่สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของสาขาเดิม อย่างสถานีบริการน้ำมันที่ อาคารสำนักงานในพื้นที่ใจกลางเมือง รวมถึงโรงพยาบาลที่มีบริการต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ป่วยและผู้มาเยี่ยม

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านอาหารน่าจะหันมาให้ความสำคัญกับบริการเมนูอาหาร ขนม และเครื่องดื่มภายในร้านให้หลากหลายมากขึ้น ตามเทรนด์การใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้านของคนไทย รวมถึงผู้ประกอบการยังคงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของอาหาร ที่ต้องมีความสดใหม่ และรสชาติอร่อย รวมถึงคุณภาพการให้บริการ ที่ต้องมีความรวดเร็วทันใจ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบของผู้คน

 

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

The post จับตาธุรกิจอาหารปี2561 ดาวร่วงหรือดาวรุ่ง appeared first on Smart SME.

อยากความจำดี 7 วิธีนี้ช่วยคุณได้

ความจำ แย่แก้ไม่ได้สักที…. ไหนจะต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย ไหนจะต้องเช็คสต๊อกสินค้า  และไหนยังต้องทำการตลาด คุยงานกับลูกค้า  ในหนึ่งวันสมองของคุณต้องจัดการกับหลายๆสิ่งพร้อมกันแบบนี้มั้ย?  และบ่อยครั้งที่คุณก็เผลอลืมสิ่งที่คุณกำลังจะลงมือทำหรือพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

อาการหลงลืมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งก็อาจจะไม่เป็นปัญหาหากเป็นการลืมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงาน แต่หากไม่รีบแก้ไขอาจจะส่งผลกระทบในระยะยาวได้  มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้ความจำของคุณดีขึ้น

  1. กำจัดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียด

ความเครียดหรือความกังวลเป็นสาเหตุหลักที่ ส่งผลเสียต่อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจดจำ เมื่อเรามีอาการซึมเศร้าจะทำให้สาร Cortisol หลั่งออกมามากขึ้น ซึ่งหากมีสารนี้อยู่บริเวณสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำระยะสั้นเป็นจำนวนมาก ก็อาจทำลายความสามารถในการจดจำสิ่งใหม่ ๆ ได้

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง

น้ำหนักของสมองกว่า 50 – 60 % คือไขมัน ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากต่อเซลล์สมอง การรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมันเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนาความทรงจำระยะยาว อย่างไรก็ตามเราควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอดต่าง ๆ เพราะถึงแม้จะมีไขมันแต่เป็นไขมันชนิดที่ไม่มีประโยชน์ต่อทั้งร่างกายและสมอง เราจึงควรเลือกไขมันที่ได้จากผักใบเขียว หรือปลาต่าง ๆ โดยเฉพาะ แซลมอน แอนโชวี่ และแม็กเคอเรลแทน

  1. นอนหลับให้สนิท

การนอนหลับ 7 – 8 ชั่วโมงจะช่วยในเรื่องความจำได้ เพราะระหว่างที่เรากำลังนอนหลับ สมองจะซึมซับเอาเหตุการณ์หรือข้อมูลใหม่ ๆ ที่เพิ่งได้รับมา แล้วเก็บบันทึกไว้เป็นความจำระยะสั้น และพัฒนาต่อไปเป็นความจำระยะยาว ดังนั้นหากเราพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนหลับไม่สนิท ก็จะทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

  1. ออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกายจะทำให้เกิดคราบไขมันและหินปูน (Plaque) ในเส้นเลือดและหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการสูบฉีดเลือดลดลง นอกจากจะเป็นสาเหตุให้เกิดอาการหัวใจวายแล้ว ยังทำให้ปริมาณออกซิเจนและสารอาหารที่เลือดนำไปเลี้ยงสมองลดลงอีกด้วย เมื่อสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง ดังนั้นการออกกำลังกายเป็นประจำจึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ

  1. จดบันทึก และบอกเล่าเรื่องราวหรือสิ่งที่เรียนรู้มาเป็นประจำ

การจดบันทึก เรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้เจอเป็นประจำ หรืออ่านหนังสือแบบออกเสียงจะช่วยให้คุณพัฒนาความสามารถในการจดจำ รวมไปถึงการอธิบายหรือเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้คนฟังก็ช่วยได้ เพราะจากการศึกษาพบว่าเมื่อมีการให้นักเรียนสอนหรืออธิบายความรู้ต่าง ๆ ให้กับนักเรียนคนอื่น ๆ ฟัง จะเป็นการดึงเอาความทรงจำในเรื่องนั้น ๆ ที่มีอยู่กลับมาใช้อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และสามารถจดจำได้ดีขึ้น

  1. จำเป็นภาพ

หลายคนมีวิธีจดจำข้อมูลด้วยการจำแบบเป็นภาพ ซึ่งการให้ความสนใจและจดจำรูปภาพ หรือกราฟ ที่ประกอบอยู่ในหนังสือ หรือการจินตนาการสิ่งที่เรากำลังจดจำให้ออกมาในรูปแบบของภาพ รวมไปถึงการใช้ปากกาสีต่าง ๆ ไฮไลท์ส่วนที่สำคัญเอาไว้ ก็จะช่วยให้เราจดจำข้อความเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

  1. ทำกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสมองและความจำ

ทำกิจกรรมที่ช่วยให้เราได้ฝึกสมองอยู่เป็นประจำ เช่น การอ่านหนังสือ หรือเล่นเกมฝึกสมองต่าง ๆ นอกจากจะช่วยให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเรื่องความจำหรือโรคสมองเสื่อมอีกด้วย

ที่มา: lifehack.org , jobthai

 

The post อยากความจำดี 7 วิธีนี้ช่วยคุณได้ appeared first on Smart SME.

Friday, May 4, 2018

5 สัญญาณเตือนเรื่อง การเงิน ถ้าเริ่มเป็นแบบนี้ต้องระวัง!!

เรื่อง การเงิน เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดหนักมากที่สุด แล้วยิ่งในยามที่เศรษฐกิจขาดสภาพคล่องด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้การบริหารจัดการบัญชีต้องมีความชัดเจนมากขึ้น

โดย เฉพาะการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่เหล่าเอสเอ็มอีส่วนมากละเลยกันมาตลอด บ้างก็ให้เหตุผลว่าไม่มีความรู้ด้านบัญชี บ้างก็ขายดีจนไม่มีเวลาทำ จึงไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วกิจการของเรามีเงินสดหมุนเวียนอยู่เท่าไหร่  ซึ่งหารู้ไม่ว่าการไม่รู้ยอดเงินสดเข้าออกเป็นอันตรายขั้นสูงสุดของคนทำธุรกิจ อันตรายแค่ไหนมาดูกัน

5 สัญญาณเตือนเรื่อง การเงิน

  1. ชักหน้าไม่ถึงหลัง บางคนคิดว่าธุรกิจของเราเป็นธุรกิจเล็กๆ ใช้วิธีจดและจำก็น่าจะเอาอยู่ แต่ยิ่งนานวันเข้าก็ไม่จำได้ไม่หมดอยู่ดี ไม่รู้ว่าว่าในแต่ละวันมีเงินเข้าออกเท่าไหร่  ไม่รู้แม้กระทั่งว่ารายได้ที่มีเริ่มจะไม่พอกับค่าใช้จ่าย จึงไม่ได้วางแผนจัดสรรให้พอดีกัน  หนักกว่านั้นบางคนก็เผลอเอารายได้ของธุรกิจมาใช้จ่ายส่วนตัว ปะปนกันไปหมด รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีเงินมาหมุนเวียนซะแล้ว
  1. ขายดีแต่ไม่มีเงิน มันน่าสงสัยมั้ยล่ะ…ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแต่ทำไมถึงไม่มีเงินในกระเป๋า ก็เพราะว่าอาจมีบางครั้งที่คุณขายของแล้วไม่ได้รับเงินทันที ซึ่งก็จำทำให้ธุรกิจของคุณประคองตัวได้ลำบาก อีกทั้งยังต้องมีหนี้ที่คุณถึงกำหนดต้องจ่ายด้วย  หากไม่มีการวางแผนที่ดีมีสิทธิ์สะดุดล้มไม่เป็นท่าเลยก็ว่าได้
  1. ต้นทุนธุรกิจสูง ต้นทุนคือตัววัดค่าของกำไร  คุณต้องแน่ใจว่าทุกครั้งที่คำนวณต้นทุนจะต้องเป็นต้นทุนจริงๆของสินค้า เพราะต้นทุนไม่ได้มีแค่ค่าวัตถุดิบ ค่าน้ำค่าไฟ และเงินเดือนพนักงาน แต่ยังรวมไปถึงค่าบริหารจัดการสต็อกสินค้า หรือกระทั่งค่าขนส่งกรณีสินค้าถูกตีกลับ เราไม่ควรมองข้ามค้าจ่ายเหล่านี้
  1. ไม่รู้กำไรของตัวเอง กำไรที่เห็นอาจไม่ใช่กำไรที่แท้จริง หากเห็นตัวเลขยอดขายและกำไรสูงๆ ก็อย่าเพิ่งรีบเฮ เพราะคุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าธุรกิจกำลังไปได้สวย หากคุณคำนวณต้นทุนไม่ครบ เท่ากับว่ากำไรที่เห็นมันไม่ใช่กำไรที่แท้จริง นอกจากนี้จะดูแค่ตัวเลขยอดขายและกำไรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนวณอัตราส่วนกำไรต่อยอดขายให้เป็นจะได้เข้าใจว่าธุรกิจมีความสามารถในการทำกำไรต่อยอดขายได้ดีแค่ไหนด้วย
  1. ขาดแหล่งเงินทุน การเดินบัญชีนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจแบบซื้อขายสด ได้เงินมาก็เก็บไว้เอง เพื่อหมุนเวียนจ่าย ทำให้ธนาคารไม่เห็นข้อมูลเงินหมุนเวียนของธุรกิจ หมดสิทธิ์ยื่นขอกู้ไปเลย

รู้อย่างนี้แล้ว เอสเอ็มอีควรหันมาให้ความสำคัญกับการทำบัญชีกันให้มากขึ้น เพื่ออัพเดตสถานะทาง การเงิน ของธุรกิจ หากมีสัญญาณที่ไม่ดี จะได้บริหารจัดการได้ทันท่วงที เรื่องเงินเรื่องใหญ่นะคะ

ที่มา : kasikornbank

อ่านเรื่องอื่นๆ >>>[คลิก]

The post 5 สัญญาณเตือนเรื่อง การเงิน ถ้าเริ่มเป็นแบบนี้ต้องระวัง!! appeared first on Smart SME.

Friday, April 27, 2018

9 คำคม จากเซียนนักธุรกิจช่วยปรับทัศนคติ

เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ยังคงเป็นสุภาษิตที่ใช้ได้จริง การจะประสบความสำเร็จก็เช่นกัน  เราควรได้เรียนรู้วิธีคิด คำคม จากผู้ประกอบการชั้นเซียนนับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี   มาดูกันว่าคนที่ประสบความสำเร็จเค้ามีวิธีคิดอย่างไรบ้าง

  1. ฮาร์วีย์ แมคเคย์ (Harvey Mackay)

“การคิดในแง่บวกไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดสวยหรู แต่มันสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา ได้จริงๆ และเป็นที่แน่ชัดว่าเมื่อใดก็ตามที่เรามองสิ่งต่างๆ ในแง่บวก ทั้งเราและคนรอบข้าง ก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น”

ฮาร์วีย์เชื่อว่าการคิดบวกนั้นให้ประโยชน์ต่อทั้งตัวเองและยังสามารถส่งผลต่อผู้อื่นได้อีกด้วย

  1. ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) ผู้เขียน “The Effective Executive”

“การประชุมเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าองค์กรของคุณมีความบกพร่องอยู่ จึงต้องมีการหารือแก้ไข ซึ่งคนเราไม่สามารถทำงานและเข้าร่วมประชุมไปพร้อมกันได้ แต่เพียงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น”

คุณต้องหาวิธีว่าคุณจะบริหารองค์กรอย่างไรเพื่อจะได้ไม่ต้องมีการประชุมยิบย่อย ที่ไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีและเป็นรูปธรรม

  1. จิม โลเออร์ (Jim Loehr) ผู้เขียน “The Power of Full Engagement”

“ถ้าคุณไม่ออกกำลังมากกว่าที่ออกแรงในชีวิตประจำวัน คุณก็ไม่มีทางสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งได้”

ลองนำข้อคิดนี้มาใช้กับกล้ามเนื้อก้อนสำคัญที่สุดที่เรียกว่า “สมอง” ดูสิ ให้มันได้ออกกำลัง ท้าทายสติปัญญาตัวเอง และไม่ลืมให้อาหารสมองอย่างสม่ำเสมอ แล้วคุณจะสังเกตเห็นพัฒนาการของมันในไม่ช้า

  1. แดเนียล คาฮ์นะมัน (Daniel Kahneman) ผู้เขียน “Thinking Fast and Slow”

“ผู้คนมักตัดสินศักยภาพคนจากสองสิ่งรวมกัน ได้แก่ จุดแข็งและความน่าเชื่อถือ”

ถ้าอยากเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อคนอื่นล่ะก็ จงแสดงจุดเด่นของตัวเองด้วยการเป็นแหล่งที่พึ่งที่ดีให้กับลูกค้า รวมถึงแสดงความน่าเชื่อถือโดยการยึดมั่นทำในสิ่งที่ได้ลั่นวาจาไปแล้วให้สำเร็จ

  1. สตีเฟน อาร์. โควีย์ (Stephen R. Covey)

“ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ฟังเพื่อที่จะเข้าใจหรอก แต่ฟังเพื่อที่ตัวเองจะได้ตอบกลับเท่านั้น”

คำพูดของโควีย์น่าจะแทงใจดำใครได้หลายคนเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าใครก็น่าจะคุ้นเคยกับความรู้สึกเฝ้ารอจังหวะที่จะได้แย่งซีนอวดโอ่ความรู้ของตนเองในวงสนทนา

  1. มารี คูรี (Marie Curie)

“ฉันถูกสอนมาว่า หนทางที่นำไปสู่ความก้าวหน้านั้น ไม่ได้ง่ายและต้องใช้เวลา”

ถ้าอยากจะพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น ก็จำเป็นที่จำเป็นที่จะต้องลงทุนลงแรงกับมัน เพราะการลงทุนเพื่อการพัฒนานั้นย่อมคุ้มค่าเสมอ

  1. ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt)

“ความกล้าไม่ได้หมายถึงการมีพลังที่จะก้าวเดินต่อ แต่เป็นการก้าวต่อไปได้แม้ในยามที่ไร้พลัง”

เราต่างคุ้นเคยกับการต่อสู้กับเสียงในหัวของตัวเองดี บางครั้งมันก็บอกคุณว่า “ไม่เป็นไร หยุดเถอะ แค่นี้ก็เหนื่อยแย่แล้ว เลิกเถอะ” แต่เสียงที่คุณควรที่จะใส่ใจให้มากคืออีกเสียงเล็กๆ ที่กระซิบบอกกับคุณว่า “ถึงเวลาที่คุณต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้แล้วนะ”

  1. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง (Martin Luther King)

“ใครสามารถเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ทั้งนั้น เพราะไม่ว่าใครก็สามารถสร้างคุณประโยชน์ได้ คุณไม่จำเป็นจำต้องมีใบปริญญา หรือใช้ภาษาถูกตามหลัก สิ่งที่คุณต้องใช้มีเพียงหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความดีงาม และจิตวิญญาณที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก”

นี่เป็นคำคมที่เยี่ยมยอด เพราะมันบอกว่าเราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน สิ่งที่ต้องทำมีเพียงแค่สร้างสรรค์คุณประโยชน์ จากนั้นสิ่งอื่นๆ ที่ดีจะตามมาเอง

  1. นิรนาม

“คุณมีอิสระในการตัดสินใจ แต่ไม่สามารถหลีกหนีจากผลของการตัดสินใจนั้นพ้นได้”

การตัดสินใจวางแผนชีวิตประจำวันที่ดี จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีได้ ส่วนการตัดสินใจที่ผิดพลาด ก็ย่อมตามมาด้วยผลที่ไม่น่าประทับใจ

 

 

ที่มา :  sumrej

 

The post 9 คำคม จากเซียนนักธุรกิจช่วยปรับทัศนคติ appeared first on Smart SME.

ไม่อยากล้มเหลว อย่าทำ 13 สิ่งนี้ !

ความสำเร็จไม่ว่าใครก็อยากมีด้วยกันทั้งนั้น แต่หนทางไปสู่ความสำเร็จก็ช่างยากแสนยากเหลือเกิน เรามักจะต้องพบกับ ความล้มเหลว ที่มาจากอุปสรรคต่างๆนานาแล้ว หลายคนอาจจะมองข้ามอุปสรรคที่มาจากนิสัยของตัวคุณเองไป มาดูกันว่าคุณเป็นแบบนี้บ้างหรือไม่  ถ้าไม่อยากล้มเหลวต้องรีบปรับตัวให้ไว

  1. ไม่ได้ต้องการทำมันขนาดนั้น

คุณไม่ได้อยากเดินตามฝันถึงขั้นที่จะยอมทุ่มเทลงทุนลงแรง อดหลับอดนอนเพื่อการทำงาน และคุณก็ไม่ได้ต้องการมันถึงขั้นใช้เวลาทำงานในคืนวันสุดสัปดาห์แทนที่จะออกไปสังสรรค์กับผู้คน และเพราะคุณไม่ได้ตื่นเต้นกับความฝันของคุณแม้แต่น้อยยังไงล่ะ

  1. ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ

แน่นอน! คุณไม่มีคุณสมบัติในการทำธุรกิจเลยจริงๆ คุณไม่มีทั้งวินัยในการทำงาน รับมือกับความเครียดก็ไม่ได้ เวลาคุณที่ล้มเหลวก็คงไม่ยอมกลับมาเริ่มใหม่ หากเป็นแบบนี้ล่ะก็…หยุดทำธุรกิจตั้งแต่ตอนนี้จะดีเสียกว่า!

  1. พูดเยอะทำน้อย

ไหนล่ะ…สิ่งที่คุณบอกว่าจะทำ? ไหนบอกจะเลิกติดโซเชียล เลิกติดนั่นติดนี่ แล้วหันมาจริงจังกับงานมากขึ้น? นั่นไงล่ะ ก็เพราะคุณเอาแต่พูดแล้วยอมไม่ทำซักที

  1. อวดฉลาด

หากคุณคิดว่าตัวเองเข้าใจไปซะหมด จึงไม่จำเป็นต้องถามหาคำปรึกษาอะไรใครก็ได้ ไม่ต้องให้ใครมาช่วย และคุณรู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ต้องให้ใครมาช่วยก็ได้จริงไหม? แต่…หยุดก่อน คุณกำลังคิดผิดมหันต์เลยล่ะ! เพราะจริงๆ แล้วคุณไม่ได้รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ แล้วการที่คุณไม่ยอมแสวงหาความรู้เพิ่มก็คือสัญญาณว่าคุณไม่มีทางไปถึงฝันอย่างแน่นอน

  1. รู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเอาเงินที่ได้ไปใช้กับอะไร

คุณเชื่อเสมอว่าจะต้องได้เป็นเศรษฐีแน่ๆ แต่แทนที่คุณจะเอาเวลามาทำงานให้ดีที่สุด คุณกลับเอามันมานั่งเพ้อฝันว่าคุณจะเอาเงินที่ได้นั้นไปซื้อนั่นซื้อนี่แทนซะอย่างนั้น

  1. คิดว่า ‘ความสำเร็จของคนอื่น’ เป็นความสำเร็จของตัวเอง

อย่างเช่นว่า “เพื่อนสนิทของลุงเป็นเศรษฐีเงินล้านเหรอ? เยี่ยมเลยสิ! แค่ได้ใกล้ชิดกับเขา อนาคตเราก็น่าจะเป็นแบบนั้นได้เหมือนกันแหละ” ซึ่ง…ก็ขอให้เป็นจริงให้ได้ก็แล้วกัน

  1. ไม่รับฟังความเห็นใครเลย

เมื่อใครก็ตามไม่ชอบความคิดคุณ คุณก็คิดว่านั่นเป็นปัญหาของเขาเพราะพวกเขาไม่เข้าใจคุณเอง โดยที่ไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นั้น ดีแล้วหรือยัง? ควรปรับหรือพัฒนาส่วนไหนเพิ่มหรือเปล่า?

  1. เอาแต่ยึดติดกับ ‘ความสำเร็จครั้งล่าสุด’ ของคุณ

ก็เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่คุณมีและภูมิใจไงล่ะ…จริงไหม? แต่ขอโทษที่ต้องบอกนะ แค่คุณเอาแต่ยึดกับความสำเร็จเก่าๆ ทุกวี่วัน คนรอบข้างรวมถึงคู่แข่งธุรกิจก็ก้าวนำคุณไปกันหมดแล้ว ดังนั้น ปล่อยวางมันบ้างเถอะ แล้วมาสร้างความสำเร็จใหม่ ๆ กันได้แล้ว

  1. คุณขาดความมั่นใจ

คุณไม่มั่นใจในตัวเองเลย และต้องรอให้คนอื่นช่วยเสริมกำลังใจให้ตลอด

  1. แคร์คู่แข่งมากเกินไป

คุณกังวลเพราะคุณไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณสร้างมากพอ หรือที่แย่กว่านั้นคือ คุณคิดว่าสิ่งที่คุณสร้างมามันไม่มั่นคง  ถ้าหากคุณเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว คนอื่นจะเป็นอย่างไร คงไม่ส่งผลอะไรกับคุณนัก แต่สิ่งเดียวที่คุณจะคิดคือ คุณต้องหาทางก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อนให้ได้

  1. กลัวว่าคนอื่นจะ “ขโมยไอเดีย” คุณไป

คุณลองสร้างอะไรขึ้นจริงๆ แล้วหรือยัง ถึงมองว่าวิธีคิดนั้นได้ผลที่สุด?  การกลัวว่าคนอื่นจะขโมยไอเดียดีๆ ของคุณไปและเงียบไม่ยอมบอกใครสักที คำถามก็คือ แล้วสิ่งที่คุณคิดไว้จะออกมาเป็นรูปธรรมสำเร็จได้เมื่อไหร่ล่ะ? แล้วใครจะเป็นที่ปรึกษาที่ช่วยแก้ปัญหาของคุณได้? หรือคุณจะแก้ด้วยตัวเองทั้งหมด?

12 คุณมัวแต่พูดคำว่า “สักวันหนึ่ง”

มันต้องไม่ ‘สักวันหนึ่ง’ แล้วสิ แต่มันต้อง ‘ทำตอนนี้’ เลยต่างหากล่ะ เพราะหากไม่อย่างนั้น…คุณก็ไม่ได้ลงมือสักที แล้วเมื่อไหร่จะเก่ง จะมั่งคั่ง และสำเร็จได้ล่ะจริงไหม?

  1. อยากได้ผลประโยชน์ในทันที แทนที่จะอดทนเฝ้ารอ

การที่คุณเลือกคว้าเอาผลประโยชน์นิด ๆ หน่อย ๆ แทนที่จะรอเพื่อสิ่งที่คุ้มค่ากว่านั้นล่ะก็ แล้วเมื่อไหร่กิจการของคุณจะก้าวไกลไปได้สักทีล่ะ

 

ผ่านมาจนถึงข้อสุดท้ายแล้ว  ใครรู้สึกว่าคุณกำลังเป็นเหมือนข้างต้นเกินกว่า 3 ข้อต้องรีบเปลี่ยนด่วนเลยค่ะเพราะความสำเร็จมันไม่ได้ได้มาง่ายๆเลย คุณอาจจะพลาดเพียงเพราะเหตุผลขี้ประติ๋วเหล่านี้ก็ได้

 

ที่มา :  sumrej

 

The post ไม่อยากล้มเหลว อย่าทำ 13 สิ่งนี้ ! appeared first on Smart SME.