Showing posts with label อีคอมเมิร์ซ. Show all posts
Showing posts with label อีคอมเมิร์ซ. Show all posts

Wednesday, September 26, 2018

เอาจริง!! “ศุลกากร” เพิ่มระบบตรวจสอบอีคอมเมิร์ซเลี่ยงภาษี

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมสั่งซื้อเครื่องเอ็กซ์เรย์สินค้าที่นำเข้ามาด้วยการจัดส่งไปรษณีย์ (อีคอมเมิร์ซ) จากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 2 เครื่อง จากเดิมมี 1 เครื่อง เพื่อมาใช้ตรวจจับสินค้าที่นำเข้ามาโดยละเมิดกฎหมาย  โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมที่มีการสำแดงราคาเท็จ โดยแจ้งราคาต่ำกว่า 1.5 พันบาท เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีขาเข้าจากกรมศุลกากร รวมถึงสินค้าที่เป็น ยาเสพติด ตลอดจนสินค้าต้องห้ามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ

“ปัจจุบันยอดสั่งซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ซของคนไทยขยายตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยในแต่ละวันมีการสั่งนำเข้ามากกว่า 1 แสนรายการ และพบว่ามีความพยายามหลบเลี่ยงภาษีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมากกว่าครึ่งมักแจ้งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่า 1.5 พันบาทเพื่อหลบภาษี แต่พอตรวจจับจริงกลับพบว่าเป็นของแบรนด์เนมชิ้นละหลายหมื่นบาท โดยที่พบมาเป็นแว่นตา กระเป๋า รองเท้า ดังนั้น กรมศุลกากรจึงต้องเพิ่มระบบตรวจสอบ” นายกุลิศ กล่าว

นอกจากนี้กรมฯ ยังเพิ่มระบบการเปิดตรวจ โดยหากพบว่าที่อยู่ใดมีการสั่งซื้อเข้ามามากจะเปิดตรวจสินค้าทุกครั้ง ซึ่งเพิ่มจากเดิมที่จะยึดข้อมูลจากชื่อคนรับเป็นหลัก เนื่องจากพบว่ามีการหลบเลี่ยงด้วยการเปลี่ยนชื่อคนรับแทน ขณะเดียวกันจะเร่งเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจสอบตามด่านชายแดนทั่วประเทศ หลังพบมีขบวนการนำเข้าสินค้าแบบทรานซิส หรือนำเข้ามาทางสนามบินและส่งต่อไปประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นค่อยลักลอบนำเข้ามาทางรถยนต์ผ่านด่านชายแดน ซึ่งกรมศุลกากรจะประสานข้อมูลจากสนามบินไปด่านชายแดนเพื่อตามตรวจจับ ที่ผ่านมาตรวจจับได้แล้ว 2-3 ล้านบาท

ขณะเดียวกันกรมศุลกากรยังได้พัฒนาระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มอำนวยความสะดวกในการเสียภาษีนำเข้าจากอีคอมเมิร์ซ โดยในเดือน ม.ค.ปีหน้าจะเริ่มชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดที่ส่งมาพร้อมกับใบแจ้งรับสินค้าได้เลย จากนั้นให้นำใบรับพร้อมข้อมูลการจ่ายภาษีมารับของที่ไปรษณีย์ได้ แต่ในระยะต่อไปเดือน เม.ย.62 จะมีการพัฒนาระบบให้สามารถตัดรอบรายการที่เสียภาษีแล้วได้ จากนั้นจะนำของมาส่งให้ถึงบ้านทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปจ่ายภาษีหรือไปรับของที่ไปรษณีย์หลักสี่

นอกจากนี้ กำลังพิจารณาออกประกาศกรมฯ เรื่องการยกเลิกการระงับการบังคับคดีการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายในชั้นศุลกากรกับ 3-4 ประเภท เช่น สินค้าเกษตรบางประเภท สินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าต้องห้ามของไซเตส เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำซากให้ได้รับบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เพราะแต่เดิมหากมีการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและถูกจับกุม ผู้ทำผิดก็จะยอมเสียค่าปรับและระงับคดีในชั้นศุลกากร จากนั้นก็กลับมาทำผิดใหม่ ดังนั้นต่อไปถ้ากฎหมายบังคับใช้  เมื่อกระทำผิดเป็นครั้งที่สองจะต้องส่งฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายต่อทันที จะเสียค่าปรับอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

The post เอาจริง!! “ศุลกากร” เพิ่มระบบตรวจสอบอีคอมเมิร์ซเลี่ยงภาษี appeared first on Smart SME.

Wednesday, August 15, 2018

พาณิชย์หนุนอีคอมเมิร์ซไทยผ่าน Thaitrade Shop

พาณิชย์เร่งนโยบายส่งเสริมขยายตลาดไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภูมิภาค นำสู่ National e-Marketplace Platform ยกระดับการค้าออนไลน์ไทยทั้งระบบ แจงกรณีที่อินโดฯ พบแมลงวันทองในผลไม้ไทยและเผาทิ้ง เบื้องต้นติดตามใกล้ชิด รอรายงานข้อเท็จจริงกลับมา พร้อมทำความเข้าใจผู้นำเข้าและผู้ส่งออกสินค้าด่วน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่อินโดนีเซียพบแมลงวันทองในสินค้าชมพู่และลองกอง ที่นำเข้าจากไทยและมีการเผาทิ้งไปนั้น เบื้องต้น ตนได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและทูตพาณิชย์ประจำอินโดนีเซียติดตามสถานการณ์ดังกล่าวถึงสาเหตุและปัจจัยที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดว่ามาจากอะไร และให้รายงานชี้แจงข้อเท็จจริงกลับมา อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์พร้อมจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบมาตรฐานการส่งออกสินค้าเกษตร เพื่อชี้แจงในกรณีดังกล่าว พร้อมทำความเข้าใจกับผู้นำเข้าและผู้ส่งออกสินค้าด่วน

ส่วนจะมีผลกระทบต่อภาพการส่งออกสินค้าเกษตรผลไม้หรือไม่นั้น โดยเฉพาะในตลาดอินโดนีเซียที่พบปัญหาขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ ต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนก่อน ถึงปริมาณ จำนวน คำสั่งซื้อสินค้าเกษตรที่ส่งออกไปจะเป็นอย่างไร และสินค้าที่นำเข้าไปนั้นมีปัญหาทั้งลอตหรือบางส่วน แต่ทั้งนี้ได้เร่งให้เจ้าหน้าที่รีบส่งข้อมูลกลับมาโดยเร็ว

สำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปัจจุบันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมขยายตลาดไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภูมิภาคให้มากขึ้น เพื่อเป็นช่องทางที่จะสร้างรายได้และเข้าถึงผู้บริโภค อีกทั้งจะเป็นการเพิ่มช่องทางการค้าในต่างประเทศได้ด้วย เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงกับช่องทางอีคอมเมิร์ซในต่างประเทศ เช่น อาลีบาบา เป็นต้น

อย่างไรดี ช่องทางอีคอมเมิร์ซที่กระทรวงพาณิชย์ส่งเสริม เช่น  Thaitrade.com  ที่จะนำสู่ศูนย์กลางการค้าออนไลน์ของประเทศ หรือ National e-Marketplace Platform ที่จะยกระดับการค้าออนไลน์ของไทยทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งส่งเสริมการซื้อขายสินค้าและบริการครอบคลุมรูปแบบ B2B2C ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างครบวงจร ล่าสุดได้เพิ่งเปิดตัวบริการใหม่ “Thaitrade Shop ช้อปครบจบในคลิกเดียว” ซึ่งเป็นบริการส่งเสริมการขายในรูปแบบ B2C (Business to Consumer) ภายในประเทศ

ทั้งนี้ เว็บไซต์ Thaitrade.com โฉมใหม่และบริการ Thaitrade Shop ภายในประเทศพร้อมให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจขายสินค้าบนเว็บไซต์ Thaitrade.com สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ www.thaitrade.com หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ DITP Call Center 1169 หรือโทร 02-507-7825 และที่ Facebook Fan page: Thaitrade Dot Com

The post พาณิชย์หนุนอีคอมเมิร์ซไทยผ่าน Thaitrade Shop appeared first on Smart SME.

Sunday, August 12, 2018

ไพรซ์ซ่าเดินเครื่องช่วย SME สู่โลกอีคอมเมิร์ซด้วยแพ็คเกจ “Welcome SMEs”

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น “Priceza” เครื่องมือค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา (Shopping Search Engine) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน  SME ไทยพยายามก้าวเข้าสู่ตลาดการซื้อขายสินค้าออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมองเห็นโอกาสการเติบโตของยอดขายและโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภค ไพรซ์ซ่า ให้ความสำคัญกับการเติบโตของกลุ่มเอสเอ็มอีไทย จึงเตรียมหาทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยให้สามารถก้าวเข้าสู่โลกอีคอมเมิร์ซได้อย่างเต็มรูปแบบ

เอสเอ็มอีไทยจำนวนมากมักเริ่มต้นก้าวแรกในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ด้วยการขายสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย แต่หากต้องการจะเติบโตระยะยาว เอสเอ็มอีจำเป็นจะต้องมีหน้าร้านที่เชื่อถือได้ เราพบว่า ปัจจัยแรกสุดที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้าบนช่องทางอีคอมเมิร์ซไม่ใช่เรื่องราคา แต่คือเรื่องความน่าเชื่อถือของร้านค้า เช่น การได้รับการันตีจากองค์กรต่างๆ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากกังวลกับการถูกหลอกลวง เช่น โอนเงินไปแล้วแต่ไม่ได้รับสินค้าหรือได้รับสินค้าไม่ได้มาตรฐาน

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดวงจรการขายสินค้าออนไลน์ที่สมบูรณ์ ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีเว็บไซต์ที่ให้ผู้บริโภคสามารถติดต่อสั่งซื้อสินค้าได้ รวมถึงมีการอำนวยความสะดวกด้านการจัดส่ง และความสะดวกในการโอนจ่ายค่าสินค้า

หลังจากมีเว็บไซต์แล้ว ยอด Traffic ในการเข้าชมเว็บไซต์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยนมาเป็นยอดสั่งซื้อสินค้า ไพรซ์ซ่า ในฐานะ Shopping Search Engine จึงเตรียมจัดแพ็คเกจ “Welcome SMEs” เพื่อช่วยให้ทั้งสินค้าและร้านค้าของเอสเอ็มอีมีโอกาสได้รับการค้นหาและมียอด Traffic มากขึ้น

ที่ผ่านมา มีเอสเอ็มอีหลายรายที่ใช้บริการแพ็คเกจ ลงโปรโมทกับไพรซ์ซ่า จนมียอด Traffic เพิ่มขึ้น และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เช่น SuperTstore เว็บไซต์โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ IT โดยการโปรโมทของ SuperTstore ในช่วงไตรมาส 1/2561 กับไพรซ์ซ่า มีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงถึง 21.25 เท่า

นอกจากนี้ ไพรซ์ซ่า ยังจัดกิจกรรม “eCommerce Talk” ให้ร้านค้าพันธมิตรที่สนใจอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมแต่ละครั้งจะมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) แนะแนวเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการเปิดร้านค้าอีคอมเมิร์ซสำหรับเอสเอ็มอี

แพ็คเกจ Welcome SMEs จะช่วยให้ร้านค้าได้ยกร้านค้าของตัวเองทั้งร้านมาไว้บน www.priceza.com มีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากกว่า 100% สำหรับร้านค้าที่สนใจแพ็คเกจ Welcome SMEs คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ift.tt/2Bbe2KS

The post ไพรซ์ซ่าเดินเครื่องช่วย SME สู่โลกอีคอมเมิร์ซด้วยแพ็คเกจ “Welcome SMEs” appeared first on Smart SME.

Saturday, August 11, 2018

อาลีบาบา จัดสารพัดแพลตฟอร์ม หวังดึง SME ไทย เข้าระบบเสริมแกร่ง

อาลีบาบา จัดสารพัดแพลตฟอร์มธุรกิจปั้นฮับเชื่อมเอเซีย ชูช่องทางเข้าถึงฐานลูกค้าจีน หวังดึง SME เข้าระบบเสริมแกร่งก่อนบุกตลาด อาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง

นายเจม ชู รองหัวหน้าอาลีบาบากรุ๊ป-ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ด้วย SME ทั้งหมดต้องการเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ ขณะเดียวกันผู้บริโภคหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย และสหรัฐ ต้องการสินค้าไทย อีกทั้งยังมีการสนับสนุนจากรัฐโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ECC จึงเป็นโอกาสดีให้ อาลีบาบา เข้ามาลงทุน

อาลีบาบา มีแพลตฟอร์ม รวมถึงฐานลูกค้าที่จะสามารถเข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อโยง ด้วยการลงทุนตั้งฐานในประเทศไทยเป็น ฮับ สำหรับต่อยอดไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และตะวันออกกลาง พร้อมชิงความได้เปรียบในธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังดุเดือด

โดยได้เริ่มนำแพลตแพลตฟอร์มค้าปลีก-ส่ง ทั้งห้างออนไลน์ “ทีมอลล์” มาร์เก็ตเพลซ “เถาเป่า” และค้าส่ง “อาลีบาบา” หนุนด้วยแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ “ไช่เหนี่ยว” ตามด้วยแพลตฟอร์มท่องเที่ยว “ฟลิกกี้” รวมถึงแพลตฟอร์มการเงิน “อาลีเพย์” ชูจุดขายด้านความสะดวกในการเข้าถึงฐานลูกค้าชาวจีนและทั่วโลก รวมถึงโนว์ฮาวด้านอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ เข้ามาเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งตั้งเป้าดึงผู้ประกอบการค้าปลีก-ส่งและท่องเที่ยวของไทยเข้าสู่ระบบอาลีบาบา ทำให้ อาลีบาบา มีรายได้จากค่าบริการ จำนวนซัพพลายเออร์และไลน์อัพสินค้า – บริการที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าชาวจีนได้คลอบคลุมมากขึ้น และเป็นฐานสำหรับต่อยอดรุกตลาดอาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลางต่อไป

สำหรับแพลตฟอร์ม ค้าปลีก – ส่งนั้น ใช้ทีมอลล์ เถาเป่า และอาลีบาบา หนุนส่งออก SME ไทย ไปจีนก่อนออกสู่ตลาดโลก เน้นสินค้าที่มีความต้องการสูง เช่น ผลไม้ ซีฟู้ด เครื่องสำอาง ขนม และหมอนยางพารา สร้างความจูงใจ SME ไทย ด้วยความสะดวกให้สามารถขายสินค้าให้ชาวจีนได้โดยไม่ต้องเปิดบริษัท-บัญชีธนาคารหรือเช่าโกดังในจีน

พร้อมรุกตลาดอินเดียและอาเซียนผ่านอีคอมเมิร์ซในเครือทั้ง เพย์ทีเอ็ม และลาซาด้า ด้วยกลยุทธ์การตลาดต่างๆ มากมาย ปัจจุบันซัพพลายเออร์บนอาลีบาบามีการสั่งของถี่ขึ้นและจำนวนขั้นต่ำลดลง ถือเป็นโอกาสที่ SME ไทยจะเข้าสู่ตลาด โดยมีแพ็กเกจทั้งฟรีและเสียค่าบริการ 5,999-13,999 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งจะมีฟังก์ชั่นต่าง ๆ เพิ่มขึ้น” นี่เป็นแค่แพลตฟอร์มส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมประโยชน์ให้กับ SME ไทยได้อย่างมาก

ทั้งนี้ อาลีบาบา เดินหน้าขยายเครือข่ายคู่ค้าที่ใช้บริการการเงินของอาลีเพย์ อาศัยเทรนด์สังคมไร้เงินสดและการเป็นพันธมิตรกับทรู คอร์ปอเรชั่นซึ่งมีบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ทรูวอลเลต เพื่อเชื่อมโยงลูกค้าของบริการต่าง ๆ ของบริษัทและพันธมิตรเข้าด้วยกัน

ข่าวอื่นๆ คลิก

The post อาลีบาบา จัดสารพัดแพลตฟอร์ม หวังดึง SME ไทย เข้าระบบเสริมแกร่ง appeared first on Smart SME.

Wednesday, July 25, 2018

e-Commerce ไทย ต้องแข่งขันกับตลาดโลกได้ภายใน 2 ปี

กรุงเทพ – 24 กรกฎาคม  2561 สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ประกาศสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการ e-Commerce ไทย และสร้างมาตรฐานในการแข่งขันให้เสมอภาคเท่าเทียมกันของผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกสมาคมฯ กล่าวว่า พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 คาดการณ์ว่า จะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากถึง 59 ล้านคน คิดเป็น 84% ของคนไทยทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าจะมีจำนวนนักช้อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านคน ภายใน 5 ปี

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา

ทางสมาคมฯมองเห็นว่า การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระดับรากหญ้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เอาอีคอมเมิร์ซมาใช้อย่างจริงจัง ช่วยให้ธุรกิจเติบโตและอยู่รอด สนับสนุนการเติบโตด้านส่งออก เพิ่มโอกาสในการจ้างงาน และลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนเมืองและคนชนบท

จากการสำรวจมูลค่า e-Commerce ปี 2561 โดย สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลฯ หรือ ETDA เผยว่า มูลค่าตลาด B2C อีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี 2560 มีมูลค่ามากกว่า 153,867.31 ล้านบาท มีสัดส่วนในการเติบโตถึง 28.89% ส่วนมูลค่าอีคอมเมิร์ซเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ (Enterprises) มีมูลค่าถึง 15,939.81 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายจากทั้งภายในและภายนอก นับตั้งแต่การแข่งขันทางการค้าจากต่างประเทศ  มาตราฐานในการส่งออกสินค้าไทย การเก็บภาษี การขนส่ง บทบาทของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ศักยภาพผู้ประกอบการไทย ล้วนเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในการพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

สมาคมฯ จึงประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบกอบการไทยให้ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นเครื่องมือ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการทำธุรกิจ ช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยพัฒนา และเกิดการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง โดยได้รับเกียรติจากผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซแถวหน้าของเมืองไทย เป็นคณะทำงานและดำเนินการภายใต้ภารกิจสำคัญ 3  ประการ ได้แก่

  • สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย มีความสามารถในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ
  • ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน ของผู้ประกอบการออนไลน์ ในประเทศและที่มาจากต่างประเทศ
  • ส่งเสริมให้เกิดการค้าออนไลน์ออกนอกประเทศให้เติบโตสู่ตลาดโลก

The post e-Commerce ไทย ต้องแข่งขันกับตลาดโลกได้ภายใน 2 ปี appeared first on Smart SME.