Showing posts with label สินค้าเกษตร. Show all posts
Showing posts with label สินค้าเกษตร. Show all posts

Wednesday, August 22, 2018

สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมส่งออกไทยแนวโน้มสดใส

นางสุรีย์พร สหวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าเปิดเผยว่า ยอดการส่งออกของไทยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีมูลค่า 20,423  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17  ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และไทยสามารถปรับตัวกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่นๆ ได้ดี รวมทั้งการส่งออกไปยังตลาดหลักที่ขยายตัวได้ร้อยละ 5.4 ทั้งในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป แต่ตลาดสหรัฐ ลดลงร้อยละ 1.9 ครั้งแรกในรอบ 21 เดือน แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรทั้งกุ้งและอาหารทะเลที่ผลผลิตของไทยน้อยลง รวมทั้งการส่งออกโทรทัศน์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ส่งออกลดลง ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไปจนถึงสินค้าที่มีมาตรการกีดกัน เช่น แผงโซลาร์เซล ลดลงถึงร้อยละ 72 เครื่องซักผ้า ลดลงร้อยละ 21.9 และเหล็ก ลดลงร้อยละ 4.6 แต่ถือว่าไม่กระทบต่อภาพรวมการส่งออกของไทยมากนัก

นอกจากนี้ รวมไปถึงการส่งออกสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมของไทย ทั้งน้ำตาลทราย ส่งออกได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 รวมไปถึงไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 14.1 และสินค้าอุตสาหกรรม ที่ยังขยายตัวได้ร้อยละ 7.7 ส่งผลให้ในระยะ 7 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าส่งออกรวม 146,235 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.57 สูงสุดในรอบ 7 ปี

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงประเมินแนวโน้มการส่งออกของไทยในปีนี้ ว่าจะเติบโตได้ดีตามภาวะเศรษฐกิจโลก แม้จะเจอความผันผวนจากปัจจัยในระยะสั้นอยู่บ้าง เช่น อัตราแลกเปลี่ยนและปัญหาจากสงครามการค้า แต่จากการผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่างๆ ลงได้ นอกจากนี้ สถานการณ์ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงถือเป็นโอกาสดีต่อผู้ส่งออกที่จะทำให้รายได้ในรูปของเงินบาทสูงขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนให้การส่งออกของไทยในปีนี้ ให้ขยายตัวได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ร้อยละ 8  แต่จะมีการทบทวนอีกครั้งในการประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกในเดือนตุลาคมนี้

ส่วนการนำเข้าเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีมูลค่า 20,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.53 จากการนำเข้าเชื้อเพลิง สูงขึ้นถึงร้อยละ 64.4 ตามภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รองลงมาเป็นสินค้าทุนและวัตถุดิบ แม้ในเดือนกรกฎาคม ไทยขาดดุลการค้ากว่า 516 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  แต่ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่านำเข้ารวม 143,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ไทยยังคงเกินดุลการค้ากว่า 2,939 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น

The post สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมส่งออกไทยแนวโน้มสดใส appeared first on Smart SME.

หนุนสินค้าเกษตร “ปาล์มน้ำมัน” สู่อุตสาหกรรมแปรรูปครบวงจร

นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการหารือกับส่วนราชการ และภาคเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ก็ได้ข้อสรุปตามข้อเสนอของภาคเอกชนพื้นที่ภาคใต้ 3 ประเด็น เพื่อตอบสนองตามแนวทางการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมแปรรูปครบวงจร

คือ 1.การจัดตั้งออยปาล์มซิตี้ (Oil palm City) เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพของปาล์ม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 โดยภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำเสนอโครงการศูนย์เรียนรู้และส่งเสริม “นวัตกรรมปาล์มน้ำมัน” เพื่อสนับสนุนโครงการ “สุราษฎ์ธานี ออยปาล์มซิตี้” โดยศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการด้านปาล์มน้ำมันอย่างครบวงจร เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล (Big Data) องค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน เป็นศูนย์พยาการณ์อนาคตอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน สนับสนุนการเกิดธุรกิจรายใหม่ และเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม จะดำเนินการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้ และภาคเอกชน ในการพัฒนาโครงการให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

2.เมืองนวัตกรรมและการออกแบบไม้ยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการจัดการมาตรฐานการจัดการป่าไม้ยั่งยืน รองรับ Industry 4.0 ยกระดับมาตรฐานไม้ยางพาราให้ได้มาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (FSC) ส่งเสริมการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมมีศูนย์ปฎิรูปอุตสาหรรมเชิงสร้างสรรค์ (ITC) ที่ จ.สุราษฎ์ธานี เป็นหน่วยงานกลางเชื่อมโยงหน่วยงานเครือข่ายในการบูรณาการบริการด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถยกระดับเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้พื้นที่จัดตั้งโครงการจะตั้งอยู่ที่ อ.กันตัง จ.ตรัง ขนาดพื้นที่กว่าพันไร่

และ 3.การส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย (R&D) ทางด้านสมุนไพร ได้กำหนดพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่มีเครือข่ายสมุนไพรที่เข้มแข็ง ซึ่งปัจจุบันนี้มีโรงงานต้นแบบ คือวิสาหกิจชุมชนขมิ้นชันปลอดสารพิษ (บ้านตาขุน) ซึ่งกลุ่มเครือข่ายสมุนไพรจังหวัดสุราษฎร์มีความต้องการใช้โรงงานต้นแบบแปรรูปสมุนไพรนี้ผลิตอาหารให้ได้มาตรฐาน อย. และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (GMP) ด้านอาหาร จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมลงพื้นที่ช่วยเหลือและขยายโรงงานต้นแบบในพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องเป้าหมายการเป็นเมืองแห่งสมุนไพรเอเชีย

ทั้งนี้ข้อเสนอของภาคเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 3 ประเด็นนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะนำเสนอในการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ และการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่  ครั้งที่ 6/2561 วันที่ 21 สิงหาคม 2561ให้พิจารณาในการดำเนินการต่อไป

The post หนุนสินค้าเกษตร “ปาล์มน้ำมัน” สู่อุตสาหกรรมแปรรูปครบวงจร appeared first on Smart SME.

Wednesday, August 15, 2018

สินค้าเกษตรไทยมีโอกาสเข้าจีนแทนสหรัฐฯ

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการศึกษากระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า ในกลุ่มสินค้าเกษตรว่า ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนได้เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนสินค้าของสหรัฐฯ เช่น กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ข้าว ผลไม้สดและแห้ง โดยเฉพาะพวกส้ม และพบว่าสินค้ากากเหลือจากการผลิตสตาร์ช เศษที่ได้จากการต้มกลั่น เป็นสินค้าที่มีโอกาสทำตลาดมากที่สุดในกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด โดยในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าเป็นมูลค่า 66 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยมีการส่งออกประมาณ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่งออกไป สปป.ลาวเกือบทั้งหมด จึงน่าจะสามารถกระจายสินค้าไปตลาดจีนมากขึ้นได้

ทั้งนี้ ผลจากการที่จีนขึ้นภาษีผลไม้ที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เช่น เชอรี่ ส้ม องุ่น แอปเปิล และพลัม ทำให้ผลไม้จากสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคจีนอาจหันมาเลือกบริโภคผลไม้ชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าแทน จึงเป็นโอกาสของผลไม้ไทยที่จะส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น เช่น มังคุด มะม่วง และสับปะรด เป็นต้น

นอกจากนี้ มีสินค้าจากสหรัฐฯ ที่ต้องเฝ้าระวังและอาจไหลเข้าไทย เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลีและเมสลิน แอปเปิล และลูกแพร์ โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่จีนขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ และปัจจุบันนำเข้า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อจีนลดนำเข้าจากสหรัฐฯ ก็จะหันไปนำเข้าจากบราซิลแทน อาจทำให้บราซิลซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าถั่วเหลืองอันดับ 1 ของไทยส่งออกมาไทยน้อยลง โดยในปี 2560 ไทยนำเข้าถั่วเหลือง 2.7 ล้านตัน นำเข้าจากบราซิล 1.7 ล้านตัน สหรัฐฯ 9.6 แสนตัน จึงเป็นโอกาสของสหรัฐฯ ที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในไทย

ด้านสงครามการค้าในส่วนของการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรนั้น คู่ค้าสหรัฐฯ ได้ขึ้นภาษีตอบโต้หลังจากที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม โดยจีนขึ้นภาษี 25% เช่น ข้าว ถั่วเหลือง ข้าวสาลีและเมสลิน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมล็ดซอร์กัม แป้งข้าวโพด แป้งธัญพืช ถั่ว เช่น อัลมอนด์ พิตาชิโอ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แมคคาดาเมีย และวอลนัท ผักและผลไม้ เช่น ส้ม/แมนดาริน เชอรี่ องุ่น แอปเปิล ลูกแพร์ สตรอเบอรี่ พรุน มะม่วง มะพร้าว สับปะรด ฝรั่ง แตงโม มะนาว แครอต กะหล่ำ บร็อคโคลี่ ฟักทอง ผักกาดหอม หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด หอมหัวใหญ่ และกระเทียม และกากเหลือจากการผลิตสตาร์ช ขณะที่อียูขึ้นภาษี 25% ในสินค้าข้าว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วแดง ตุรกีขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าข้าว และถั่วประเภทต่างๆ จากสหรัฐฯ อัตรา 20% และ 5% ตามลำดับ แคนาดาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ากาแฟคั่วจากสหรัฐฯ ในอัตรา 10%

The post สินค้าเกษตรไทยมีโอกาสเข้าจีนแทนสหรัฐฯ appeared first on Smart SME.